เลือกเครื่องปั่นไฟให้โรงแรม 50-500 ห้อง ดูจากขนาดหม้อแปลงง่ายที่สุด

คำถามที่เจ้าของโรงแรมถามบ่อยที่สุดคือ “โรงแรมผมกี่ห้อง ต้องใช้เครื่องปั่นไฟกี่ kVA” คำตอบแบบตำราคือ ต้องทำ load schedule ทั้งอาคาร รวมโหลดทุกวงจร ใส่ demand factor ทีละกลุ่ม แล้วค่อยเลือกเครื่อง ซึ่งถูกต้องที่สุด แต่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์และต้องมีวิศวกรไฟฟ้าเข้ามาทำ

ในทางปฏิบัติ ยังมีทางลัดที่แม่นพอจะใช้ตั้งงบและคุยกับผู้ขายได้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือ ดูจากขนาดหม้อแปลงที่โรงแรมใช้อยู่ เพราะหม้อแปลงคือตัวเลขเดียวที่การไฟฟ้าอนุมัติมาแล้ว ผ่านการคำนวณโหลดของอาคารมาแล้ว และอยู่บนป้ายโลหะที่เดินไปอ่านได้ในสิบนาที

บทความนี้จะพาไปตั้งแต่วิธีหาตัวเลขหม้อแปลง สูตรแปลงเป็นขนาดเครื่องปั่นไฟ ตารางสำเร็จรูปสำหรับโรงแรม 50 / 100 / 200 / 300 / 500 ห้อง การตัดสินใจว่าจะจ่ายไฟทั้งโรงแรมหรือจ่ายเฉพาะส่วนที่จำเป็น ไปจนถึงตัวเลขที่คนมักลืมแล้วทำให้เครื่องที่ “คำนวณแล้วพอ” กลายเป็นไม่พอในคืนแรกที่ไฟดับจริง

เครื่องปั่นไฟ Cummins ติดตั้งในห้องเครื่อง พร้อมท่อไอเสียหุ้มฉนวนและตู้ควบคุม
เครื่องปั่นไฟ Cummins ในห้องเครื่องพร้อมท่อไอเสียหุ้มฉนวนและชุดควบคุม หน้างานจริง จ.ขอนแก่น

ไฟดับในโรงแรมไม่ได้แปลว่าแค่มืด

โรงงานไฟดับ เสียยอดผลิต โรงแรมไฟดับ เสียชื่อเสียงถาวร ความต่างอยู่ตรงที่ลูกค้าของโรงแรมนอนอยู่ในอาคารตอนที่ไฟดับ และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเขียนรีวิวได้ทันที

ลองไล่ดูว่าเกิดอะไรขึ้นในสิบนาทีแรกหลังไฟดับ ถ้าไม่มีเครื่องปั่นไฟ

  • ล็อกประตูคีย์การ์ดไม่ทำงาน ระบบล็อกหลายยี่ห้อจะ fail-secure คือค้างล็อกไว้ แขกที่ออกไปข้างนอกกลับเข้าห้องตัวเองไม่ได้ ส่วนแขกที่อยู่ในห้องก็เปิดประตูออกมาในทางเดินที่มืดสนิท
  • ลิฟต์ค้างระหว่างชั้น ถ้าไม่มีระบบนำลิฟต์กลับชั้นอัตโนมัติ (ARD) แขกจะติดอยู่ในกล่องเหล็กที่ไม่มีแอร์
  • แอร์ดับทั้งตึก ห้องพักในเมืองไทยอุณหภูมิขึ้นเร็วมาก ครึ่งชั่วโมงก็นอนไม่ได้แล้ว
  • ครัวและห้องเย็นหยุด วัตถุดิบราคาแพงเริ่มนับถอยหลัง และมีประเด็นความปลอดภัยอาหารตามมา
  • PMS ระบบจองและเครื่องรูดบัตรล่ม เช็คอินไม่ได้ เช็คเอาต์ไม่ได้ เก็บเงินไม่ได้
  • ปั๊มน้ำหยุด ชั้นบนน้ำไม่ไหลภายในไม่กี่นาที เพราะถังบนดาดฟ้าหมดเร็วกว่าที่คิด

และถ้าไฟดับพร้อมกับเหตุเพลิงไหม้ เรื่องจะไม่ใช่แค่ความไม่สะดวกอีกต่อไป เพราะปั๊มดับเพลิงกับลิฟต์ดับเพลิงต้องมีไฟเลี้ยง ซึ่งเป็นเหตุผลที่กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง

กฎหมายไทยบังคับแค่ไหน

กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดไว้ใน ข้อ 14 ว่า อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องมีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน แยกเป็นอิสระจากระบบอื่น และทำงานได้โดยอัตโนมัติเมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าปกติหยุดทำงาน โดยแบ่งเป็นสองระดับ

  1. จ่ายไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับเครื่องหมายแสดงทางฉุกเฉิน ทางเดิน ห้องโถง บันได และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้
  2. จ่ายไฟตลอดเวลาที่ใช้งาน สำหรับลิฟต์ดับเพลิง เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ห้องช่วยชีวิตฉุกเฉิน และระบบสื่อสารเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

นิยามสองคำที่ต้องรู้ คือ อาคารสูง หมายถึงอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23.00 เมตรขึ้นไป วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้า และ อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หมายถึงอาคารที่มีพื้นที่รวมกันทุกชั้นตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ตัวเลข 23 เมตรไม่ตรงกับจำนวนชั้นเสมอไป อาคาร 7 ชั้นที่ความสูงชั้นละ 3.4 เมตรเข้าข่าย ขณะที่อาคาร 8 ชั้นที่ชั้นละ 2.8 เมตรยังไม่เข้าข่าย จึงต้องวัดจริง ไม่ใช่นับชั้น

ข้อที่โรงแรมเล็กมักเข้าใจผิด กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 ไม่มีเกณฑ์ขนาด

หลายคนอ่านแค่กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 แล้วสรุปว่าโรงแรมเตี้ย ๆ เล็ก ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลย ซึ่งไม่ถูกต้อง

กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537) ข้อ 17 ระบุไว้ว่า โรงงาน โรงแรม โรงมหรสพ ห้องประชุม สถานกีฬาในร่ม สถานพยาบาล สถานีขนส่งมวลชน สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือตลาด ต้องจัดให้มีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น แบตเตอรี่ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แยกเป็นอิสระจากระบบที่ใช้อยู่ตามปกติ และสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติเมื่อระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าปกติหยุดทำงาน

ข้อนี้ไม่มีเกณฑ์ความสูงและไม่มีเกณฑ์พื้นที่ คำว่าโรงแรมอยู่ในรายการตรง ๆ แปลว่าโรงแรมบูทีค 3 ชั้น 40 ห้องริมทะเลก็อยู่ในข่ายนี้ด้วย

ความต่างที่ต้องแยกให้ออกคือ ข้อ 17 ยอมรับแบตเตอรี่เป็นแหล่งจ่ายไฟสำรองได้ ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นเครื่องปั่นไฟ โรงแรมเล็กจำนวนมากจึงผ่านข้อกำหนดนี้ด้วยชุดไฟฉุกเฉินแบบมีแบตเตอรี่ในตัวและระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ที่มีแบตเตอรี่สำรอง ส่วนอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องเลี้ยงลิฟต์ดับเพลิงและปั๊มดับเพลิงตลอดเวลาที่ใช้งานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ข้อ 14 นั้น แบตเตอรี่ไม่ไหว ต้องเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

สรุปสั้น ๆ ทุกโรงแรมต้องมีไฟสำรองอัตโนมัติ แต่จะต้องเป็นเครื่องปั่นไฟหรือไม่ ขึ้นกับว่าโหลดที่ต้องเลี้ยงมีอะไรบ้าง

ข้อสำคัญที่ต้องอ่านให้ดีคือ กฎหมายบังคับ ขั้นต่ำ เท่านั้น มันไม่ได้บังคับให้แอร์ห้องพักติด ไม่ได้บังคับให้ลิฟต์โดยสารวิ่ง ไม่ได้บังคับให้ครัวทำงาน สิ่งที่กฎหมายบังคับคือทำให้คนออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ส่วนสิ่งที่ทำให้แขกยอมอยู่ต่อและไม่ขอเงินคืน เป็นเรื่องที่โรงแรมต้องตัดสินใจเอง และนั่นคือหัวใจของบทความนี้

ทางลัดที่ใช้ได้จริง เปิดดูป้ายหม้อแปลง แล้วคูณเลข

ทำไมหม้อแปลงถึงเป็นตัวตั้งที่ดีที่สุด คำตอบมี 3 ข้อ

ข้อแรก มันผ่านการคำนวณมาแล้ว กว่าโรงแรมจะได้หม้อแปลงลูกนั้นมา ต้องมีวิศวกรทำรายการคำนวณโหลดยื่นการไฟฟ้า ตัวเลขบนป้ายจึงไม่ใช่ตัวเลขมั่ว แต่คือผลสรุปของโหลดทั้งอาคารที่มีคนเซ็นรับรองไว้แล้ว

ข้อสอง มันเป็นเพดานจริงของอาคาร ไม่ว่าจะเสียบอะไรเพิ่มอีกกี่ตัว โรงแรมก็ดึงไฟเกินพิกัดหม้อแปลงไปนาน ๆ ไม่ได้ หม้อแปลงจึงเป็นขอบเขตบนที่เชื่อถือได้

ข้อสาม มันหาง่ายที่สุด ไม่ต้องรื้อแบบ ไม่ต้องจ้างใคร เดินไปที่ลานหม้อแปลงแล้วอ่านป้าย

หาขนาดหม้อแปลงได้จากไหนบ้าง

  • ป้ายชื่อ (nameplate) ที่ตัวหม้อแปลง มองหาบรรทัดที่เขียนว่า Rated Power หรือ kVA ตัวเลขจะเป็นค่ามาตรฐาน เช่น 100, 160, 250, 315, 400, 500, 630, 800, 1000, 1250, 1500, 2000, 2500
  • ใบแจ้งค่าไฟฟ้าของ กฟภ. หรือ กฟน. ผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่จะมีบรรทัดที่ระบุขนาดหม้อแปลงหรือขนาดมิเตอร์ไว้
  • แบบ Single Line Diagram ในชุดแบบไฟฟ้าที่ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง กล่องบนสุดของแบบคือหม้อแปลง
  • ตู้ MDB พิกัดของเมนเซอร์กิตเบรกเกอร์ตัวประธานเป็นตัวช่วยยืนยันได้ เช่น เมนเบรกเกอร์ 1000A ที่ 400V สามเฟส สอดคล้องกับหม้อแปลงราว 630 kVA เพราะ 1000 แอมป์คิดเป็นราว 693 kVA

ถ้าอ่านค่าเป็นแอมป์แล้วอยากแปลงกลับเป็น kVA ใช้ความสัมพันธ์เดียวกับที่อธิบายไว้ในบทความ เครื่องปั่นไฟ 100kVA จ่ายไฟได้กี่แอมป์ คือที่ระบบ 400V สามเฟส กระแส 1 แอมป์เท่ากับประมาณ 0.693 kVA หรือกลับกัน 1 kVA เท่ากับประมาณ 1.44 แอมป์

สูตรสองบรรทัดที่ต้องจำ

เมื่อได้ตัวเลขหม้อแปลงแล้ว ที่เหลือคือคูณเลขสองแบบ

  • จ่ายไฟทั้งโรงแรม เลือกเครื่องปั่นไฟราว 70–80% ของพิกัดหม้อแปลง
  • จ่ายเฉพาะโหลดที่จำเป็น เลือกเครื่องปั่นไฟราว 25–35% ของพิกัดหม้อแปลง

ทำไมถึงเป็น 70–80% ไม่ใช่ 100% เหตุผลคือหม้อแปลงถูกเลือกให้ใหญ่กว่าโหลดจริงเสมอ ทั้งเพื่อเผื่ออนาคต เผื่อประสิทธิภาพ และเพราะขนาดหม้อแปลงมีให้เลือกเป็นขั้น ๆ ไม่ได้มีทุกตัวเลข อาคารส่วนใหญ่จึงใช้งานหม้อแปลงจริงราว 50–70% ของพิกัด การเลือกเครื่องปั่นไฟที่ 70–80% จึงครอบคลุมโหลดสูงสุดที่เกิดขึ้นจริง บวกส่วนเผื่อสำหรับกระแสสตาร์ทมอเตอร์ โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องที่ใหญ่เกินความจำเป็น

และทำไมไม่ควรซื้อเท่าหม้อแปลงเป๊ะ ๆ เพราะเครื่องปั่นไฟที่ใหญ่เกินไปไม่ได้แค่แพงกว่า แต่มันพังเร็วกว่าด้วย รายละเอียดอยู่ในหัวข้อโหลดขั้นต่ำ 30% ด้านล่าง

ตารางที่ 1 หม้อแปลงกี่ kVA ใช้เครื่องปั่นไฟกี่ kVA

ตารางนี้คือหัวใจของบทความ ค่ากำลังของเครื่องที่แสดงเป็น Standby หรือ ESP ซึ่งเป็นเรตติ้งที่ถูกต้องสำหรับงานไฟสำรองอาคาร รุ่นที่ระบุเป็นรุ่นที่มีจำหน่ายจริง กดที่ชื่อรุ่นเพื่อดูสเปกและราคาเต็มได้เลย

สองข้อที่ต้องเข้าใจก่อนอ่านตาราง

  • ตัวเลขที่คำนวณได้คือโหลดสูงสุดชั่วขณะ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย เรตติ้ง ESP มีเงื่อนไขว่าค่าเฉลี่ยโหลดในรอบ 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 70% ของพิกัด ซึ่งโรงแรมผ่านได้สบายเพราะโหลดจริงขึ้นลงตามเวลาของวัน สูงสุดตอนเย็นและต่ำสุดตอนดึก การจับคู่เครื่องกับค่าสูงสุดจึงไม่ขัดกับเงื่อนไขนี้
  • รุ่นที่แนะนำเลือกโดยยึดว่าพิกัดต้องไม่ต่ำกว่าค่าที่คำนวณได้ เพราะรุ่นมีเป็นขั้น ๆ บางช่องจึงสูงกว่าปลายบนของช่วงเล็กน้อย ซึ่งปลอดภัยกว่าการเลือกรุ่นที่ต่ำกว่าปลายล่าง
หม้อแปลง จ่ายทั้งโรงแรม (70–80%) รุ่นที่แนะนำ จ่ายเฉพาะจำเป็น (25–35%) รุ่นที่แนะนำ
160 kVA 112–128 kVA TC115T (115) · TC125T (125) 40–56 kVA TC44T (44) · TC55T (55)
250 kVA 175–200 kVA TC175T (175) · TC200T (200) 63–88 kVA TC70T (69)
315 kVA 220–252 kVA TC250T (250) 79–110 kVA TC90T (90) · TC100T (103)
400 kVA 280–320 kVA TC300T (300) 100–140 kVA TC100T (103) · TC125T (125)
500 kVA 350–400 kVA TC350T-1 (350) · TC375T (375) 125–175 kVA TC125T (125) · TC175T (175)
630 kVA 441–504 kVA TC450T (450) · TC500T (500) 158–221 kVA TC165T (165) · TC200T (200)
800 kVA 560–640 kVA TC625T (631) 200–280 kVA TC200T (200) · TC275T (275)
1000 kVA 700–800 kVA TC800T (800) 250–350 kVA TC250T (250) · TC300T (300)
1250 kVA 875–1000 kVA TC880T (880) · TC1000T (1000) 313–438 kVA TC315T (313) · TC375T (375)
1500 kVA 1050–1200 kVA TC1100T (1100) 375–525 kVA TC375T (375) · TC500T (500)
2000 kVA 1400–1600 kVA TC1375T (1375) หรือ TC800T (800) สองเครื่องขนาน (รวม 1600) 500–700 kVA TC500T (500) · TC690T (688)
2500 kVA 1750–2000 kVA TC2000T (2000) 625–875 kVA TC625T (631) · TC800T (800)

ตัวเลขในวงเล็บคือกำลัง Standby จริงของรุ่นนั้นหน่วยเป็น kVA แถว 2000 kVA เป็นช่องเดียวที่ไม่มีรุ่นเดี่ยวตรงช่วงพอดี เพราะรุ่นถัดจาก TC1375T กระโดดไป 1650 kVA ดูรุ่นทั้งหมดพร้อมเครื่องยนต์และราคาได้ที่หน้ารวม เครื่องปั่นไฟ Cummins ซึ่งมีครบตั้งแต่ 30 ถึง 2000 kVA

ตารางที่ 2 โรงแรมกี่ห้อง มักใช้หม้อแปลงขนาดไหน

ถ้าโรงแรมยังอยู่ในกระดาษ ยังไม่มีหม้อแปลงให้เดินไปอ่านป้าย ก็ต้องประมาณย้อนกลับจากจำนวนห้อง ตรงนี้ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า ตัวเลขในตารางนี้เป็นค่าประมาณเพื่อใช้ตั้งต้นเท่านั้น ไม่ใช่มาตรฐาน และห้ามใช้แทนรายการคำนวณโหลดของวิศวกร

สมมติฐานที่ใช้ เขียนไว้ให้ตรวจสอบได้

  • โรงแรมประหยัดและบูทีค ใช้แอร์แยกส่วนในห้องพัก ไม่มีครัวใหญ่ ไม่มีลอนดรีในอาคาร ไม่มีสปาหรือบอลรูม ประมาณ 2.5–3 kVA ต่อห้อง เมื่อรวมพื้นที่ส่วนกลางเข้าไปแล้ว
  • โรงแรมและรีสอร์ทระดับ 4–5 ดาว ใช้ระบบชิลเลอร์ มีครัวเชิงพาณิชย์ ลอนดรีในอาคาร สปา สระว่ายน้ำ ห้องประชุมหรือบอลรูม ประมาณ 4–5 kVA ต่อห้อง
  • เผื่อจากโหลดรวมขึ้นไปหาขนาดหม้อแปลงมาตรฐานที่ใกล้เคียงและไม่ต่ำกว่าโหลดรวมนั้น
จำนวนห้องพัก โหลดรวมโดยประมาณ
โรงแรมประหยัด
โหลดรวมโดยประมาณ
โรงแรม 4–5 ดาว
ขนาดหม้อแปลงที่มักเจอ
50 ห้อง 125–150 kVA 200–250 kVA 160–315 kVA
100 ห้อง 250–300 kVA 400–500 kVA 315–630 kVA
200 ห้อง 500–600 kVA 800–1000 kVA 630–1250 kVA
300 ห้อง 750–900 kVA 1200–1500 kVA 1000–2000 kVA
500 ห้อง 1250–1500 kVA 2000–2500 kVA 1500–2500 kVA หรือหม้อแปลง 2 ลูก

ทำไมโรงแรม 100 ห้องสองแห่ง ถึงใช้หม้อแปลงต่างกันเกือบเท่าตัว

ช่วงในตารางกว้างมากจนดูเหมือนไม่ช่วยอะไร แต่ความกว้างนั้นคือความจริง ลองเทียบสองโรงแรมที่มี 100 ห้องเท่ากัน

โรงแรม ก. เป็นบัดเจ็ตโฮเทลริมถนน 6 ชั้น ห้องละ 24 ตารางเมตร แอร์แยกส่วน 12,000 BTU เครื่องทำน้ำอุ่นแบบทันทีในห้องน้ำ มีแต่ห้องอาหารเช้าเล็ก ๆ ส่งผ้าออกไปซักข้างนอก ลิฟต์ 2 ตัว โหลดรวมจริงอาจอยู่แค่ 260 kVA

โรงแรม ข. เป็นรีสอร์ท 5 ดาวริมทะเล ห้องละ 45 ตารางเมตร ใช้ชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีครัวร้อน 3 ครัว ลอนดรีเต็มรูปแบบ สปา 8 ห้อง สระว่ายน้ำ 2 สระพร้อมปั๊มกรอง บอลรูม 400 ที่นั่ง โหลดรวมจริงทะลุ 500 kVA ได้สบาย

ห้องพักเท่ากัน แต่โหลดต่างกันเกือบเท่าตัว เพราะสิ่งที่กินไฟในโรงแรมไม่ใช่ห้องพัก แต่คือทุกอย่างที่อยู่นอกห้องพัก นี่คือเหตุผลที่ตารางที่ 1 ซึ่งอิงหม้อแปลงจริง เชื่อถือได้มากกว่าตารางที่ 2 ซึ่งอิงจำนวนห้อง เสมอ

ตารางที่ 3 คำตอบแบบสั้นที่สุด สำหรับโรงแรม 50 ถึง 500 ห้อง

รวมตารางที่ 1 กับตารางที่ 2 เข้าด้วยกัน ได้ตารางที่ตอบคำถามตั้งต้นตรง ๆ คอลัมน์ ช่วงที่เป็นไปได้ คำนวณจากช่วงหม้อแปลงในตารางที่ 2 คูณด้วยสูตรในตารางที่ 1 ส่วนคอลัมน์ รุ่นที่ใช้ตั้งต้นได้ คือรุ่นที่อยู่ราวกลางช่วง ใช้ตั้งงบประมาณคร่าว ๆ ได้

ขนาดโรงแรม จ่ายทั้งโรงแรม
ช่วงที่เป็นไปได้
รุ่นที่ใช้ตั้งต้นได้ จ่ายเฉพาะจำเป็น
ช่วงที่เป็นไปได้
รุ่นที่ใช้ตั้งต้นได้
50 ห้อง 112–252 kVA TC175T (175 kVA) 40–110 kVA TC90T (90 kVA)
100 ห้อง 220–504 kVA TC375T (375 kVA) 79–221 kVA TC150T (150 kVA)
200 ห้อง 441–1000 kVA TC800T (800 kVA) 158–438 kVA TC300T (300 kVA)
300 ห้อง 700–1600 kVA TC1250T (1250 kVA) 250–700 kVA TC500T (500 kVA)
500 ห้อง 1050–2000 kVA TC1375T (1375 kVA) 375–875 kVA TC690T (688 kVA)

วิธีใช้ตารางนี้ให้ถูก ช่วงกว้างมากเพราะโรงแรมจำนวนห้องเท่ากันมีโหลดต่างกันได้เกือบเท่าตัว ให้ใช้เป็นตัวตั้งเพื่อคุยงบและคัดผู้ขายเท่านั้น เมื่อรู้ตัวเลขหม้อแปลงจริงแล้ว ให้ย้อนกลับไปใช้ตารางที่ 1 เสมอ เพราะแม่นกว่ามาก

ข้อสังเกตอีกข้อ ตัวเลขในคอลัมน์จ่ายเฉพาะจำเป็นคือโหลดจำเป็นสูงสุด ซึ่งเกิดตอนกลางวันที่ลิฟต์ ปั๊ม ห้องเย็นและระบบไอทีทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่โหลดตอนดึก จึงเป็นเรื่องปกติที่ตัวเลขนี้จะสูงกว่าโหลดรวมทั้งอาคารในบางช่วงเวลาของคืน

จ่ายทั้งโรงแรม หรือจ่ายเฉพาะที่จำเป็น เส้นแบ่งอยู่ที่แอร์ห้องพัก

นี่คือการตัดสินใจที่มีผลต่อราคามากที่สุดในทั้งโครงการ มากกว่าการเลือกยี่ห้อ มากกว่าการเลือกตู้เก็บเสียง เพราะมันเปลี่ยนขนาดเครื่องได้สองถึงสามเท่า

และคำตอบของมันขึ้นอยู่กับคำถามเดียว คือ จะจ่ายไฟให้แอร์ในห้องพักหรือไม่

เหตุผลง่ายมาก ระบบปรับอากาศคือโหลดก้อนใหญ่ที่สุดของโรงแรมในเมืองไทย เมื่อตัดแอร์ห้องพักออก โหลดที่เหลือจะหดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อใส่แอร์ห้องพักกลับเข้ามา ตัวเลขจะเด้งกลับไปเกือบเท่าโหลดทั้งอาคารทันที ไม่ค่อยมีจุดกึ่งกลาง

โหลดของโรงแรมกระจายตัวอย่างไร

ตารางนี้เป็นสัดส่วนโดยประมาณเชิงออกแบบ สำหรับโรงแรมในภูมิอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ใช้เพื่อให้เห็นภาพว่าเงินไฟไปกองอยู่ที่ไหน สัดส่วนจริงของแต่ละอาคารต้องดูจากรายการโหลดของอาคารนั้นเอง แต่ละแถวเป็นช่วงของตัวเอง ผลรวมของค่าต่ำสุดทุกแถวหรือค่าสูงสุดทุกแถวจึงไม่เท่ากับ 100% พอดี

กลุ่มโหลด สัดส่วนโดยประมาณ ตัดออกตอนไฟดับได้ไหม
ระบบปรับอากาศทั้งหมด (ห้องพัก ส่วนกลาง ชิลเลอร์ AHU) 45–60% ตัดห้องพักได้ ส่วนกลางควรเหลือบางโซน
แสงสว่างและเต้ารับในห้องพัก 10–15% ควรเหลือไว้ กินไฟไม่มากแต่ผลต่อความรู้สึกสูง
ครัวและห้องอาหาร 8–15% ห้องเย็นต้องเหลือ เตาไฟฟ้าตัดได้
ลอนดรีและระบบทำน้ำร้อนส่วนกลาง 5–12% ตัดได้เกือบทั้งหมด
ลิฟต์ ปั๊มน้ำดี ปั๊มดับเพลิง ปั๊มบำบัด 4–8% ตัดไม่ได้ บางส่วนเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย
ระบบไอที คีย์การ์ด CCTV Wi-Fi สำนักงาน 2–4% ตัดไม่ได้ แต่กินไฟน้อยมาก

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นความจริงข้อหนึ่งทันที กลุ่มที่ตัดไม่ได้จริง ๆ คือลิฟต์ ปั๊ม และระบบไอที รวมกันแล้วอยู่แค่ราว 6 ถึง 12% ของโหลดทั้งอาคาร ถ้าเติมไฟทางเดินกับห้องเย็นเข้าไปด้วยก็ยังอยู่ในหลักสิบต้น ๆ ส่วนของที่กินไฟมหาศาลอย่างระบบปรับอากาศห้องพักกลับเป็นของที่ตัดได้

สามระดับของคำว่าจำเป็น

ระดับที่ 1 ขั้นต่ำตามกฎหมาย ราว 10–15% ของพิกัดหม้อแปลง
ไฟฉุกเฉิน ป้ายทางออก ไฟบันไดและทางเดินหนีไฟ ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ลิฟต์ดับเพลิง เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ระบบสื่อสารฉุกเฉิน ระบบอัดอากาศบันไดหนีไฟ นี่คือสิ่งที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ข้อ 14 บังคับสำหรับอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ทำแค่นี้ก็ผ่านการตรวจอาคาร แต่แขกจะไม่ยอมอยู่ต่อ

ระดับที่ 2 ทำให้โรงแรมยังเปิดดำเนินการได้ ราว 25–35% ของพิกัดหม้อแปลง
เพิ่มลิฟต์โดยสาร 1–2 ตัว ปั๊มน้ำดี ไฟส่องสว่างทั่วไปในทางเดินและล็อบบี้ ระบบคีย์การ์ดและ PMS เครือข่ายและ Wi-Fi ห้องเย็นในครัว แอร์ล็อบบี้และเคาน์เตอร์ต้อนรับบางส่วน เต้ารับในห้องพักสำหรับชาร์จอุปกรณ์ ระดับนี้คือจุดที่ความคุ้มค่าดีที่สุดสำหรับโรงแรมส่วนใหญ่ในไทย

ระดับที่ 3 จ่ายทั้งโรงแรม ราว 70–80% ของพิกัดหม้อแปลง
เพิ่มแอร์ห้องพักทุกห้อง ครัวเต็มระบบ สระว่ายน้ำ สปา ลอนดรี ห้องประชุม ระดับนี้เหมาะกับโรงแรมระดับบน โรงแรมในพื้นที่ที่ไฟดับบ่อยและดับนาน หรือโรงแรมที่มีธุรกิจจัดประชุมและงานแต่งงานเป็นรายได้หลัก ซึ่งงานเดียวที่ล่มอาจแพงกว่าส่วนต่างค่าเครื่อง

สามทางเลือกโครงสร้าง เทียบให้เห็นภาพ

รูปแบบ ข้อดี ข้อเสีย เหมาะกับ
เครื่องเดียว จ่ายทั้งโรงแรม ระบบง่ายที่สุด ตู้ ATS ตัวเดียว แขกไม่รู้สึกว่าไฟดับเลย ราคาสูงสุด ห้องเครื่องใหญ่ ถังน้ำมันใหญ่ ถ้าเครื่องเสียคือดับหมด โรงแรม 4–5 ดาว โรงแรมที่มีห้องประชุมเป็นรายได้หลัก
เครื่องเดียว จ่ายเฉพาะโหลดจำเป็น ถูกที่สุด ห้องเครื่องเล็ก ติดตั้งง่าย เครื่องได้ทำงานที่โหลดสูงพอเหมาะ ต้องแยกวงจรตั้งแต่ตอนออกแบบ MDB แขกจะรู้ว่าไฟดับเพราะแอร์ห้องไม่ทำงาน โรงแรม 3 ดาวลงมา บัดเจ็ตโฮเทล โรงแรมในเมืองที่ไฟดับสั้น
สองเครื่องขนานกัน เครื่องหนึ่งเสีย อีกเครื่องยังจ่ายโหลดจำเป็นได้ สลับกันเดินเพื่อกระจายชั่วโมงใช้งาน ขยายได้ในอนาคต ต้องมีตู้ซิงโครไนซ์ ระบบซับซ้อนขึ้น ค่าดูแลรายปีสูงกว่า โรงแรมขนาดใหญ่ 300 ห้องขึ้นไป รีสอร์ทเกาะที่ไฟหลักไม่เสถียร

ข้อสังเกตที่มักถูกมองข้าม ทางเลือกที่สองจะทำได้สะอาดก็ต่อเมื่อแยกวงจรโหลดจำเป็นออกมาไว้ในตู้ย่อยของตัวเองตั้งแต่ตอนออกแบบ ถ้าโรงแรมสร้างเสร็จไปแล้วและทุกอย่างปนกันอยู่ในตู้เดียว การกลับไปแยกวงจรทีหลังอาจแพงกว่าส่วนต่างของการซื้อเครื่องใหญ่ขึ้นเสียอีก แนวทางออกแบบวงจรและตำแหน่งตู้อ่านเพิ่มได้ในบทความ ระบบไฟฟ้าสำรองในอาคาร

ห้าเรื่องที่ทำให้ตัวเลขที่คำนวณได้ ยังใช้จริงไม่ได้

ถึงตรงนี้ตัวเลข kVA ที่ได้ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ก่อนเซ็นใบสั่งซื้อ ยังมีอีกห้าเรื่องที่ทำให้เครื่องซึ่งขนาดถูกต้องบนกระดาษ ทำงานได้ไม่ดีบนหน้างาน สี่ข้อแรกทำให้เครื่องเล็กเกินไป ส่วนข้อสุดท้ายเป็นเรื่องตรงกันข้าม คือเครื่องใหญ่เกินไป

1 กระแสสตาร์ทมอเตอร์ ตัวการอันดับหนึ่ง

มอเตอร์เหนี่ยวนำที่สตาร์ทตรงจากไฟ (Direct On Line) กินกระแสตอนออกตัวราว 6–7 เท่าของกระแสปกติ ในโรงแรมมีมอเตอร์ก้อนใหญ่อยู่หลายตัว ทั้งลิฟต์ คอมเพรสเซอร์ชิลเลอร์ พัดลม AHU และที่หนักที่สุดคือปั๊มดับเพลิง

ปัญหาคือ เครื่องปั่นไฟไม่ได้มีกำลังสำรองไม่จำกัดแบบหม้อแปลง เมื่อโหลดกระชากเข้ามา แรงดันจะตกวูบ ถ้าตกลึกเกินไป ระบบควบคุมจะตัด ไฟกะพริบ หรือมอเตอร์สตาร์ทไม่ขึ้น

สำหรับวงจรปั๊มดับเพลิง เกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงกันแพร่หลายคือ NEC 695.7 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดว่าแรงดันตกได้ไม่เกิน 15% ของแรงดันพิกัดที่ขั้วต่อของตู้ควบคุมปั๊มดับเพลิงขณะสตาร์ทมอเตอร์ตามปกติ NEC ไม่ใช่กฎหมายไทย งานในประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐาน วสท. และ NFPA 20 เป็นหลัก แต่ตัวเลข 15% ถูกใช้เป็นเกณฑ์ออกแบบทั่วไป และเอกสารแนะแนวทางการเลือกขนาดเครื่องสำหรับปั๊มดับเพลิงระบุว่าเงื่อนไข 15% นี้อาจทำให้ต้องเลือกเครื่องปั่นไฟใหญ่ขึ้น สองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ยอมให้แรงดันตกได้ 30–35%

ทางออกที่ใช้กันจริงมีสองทาง ทางแรกคือเลือกเครื่องใหญ่ขึ้นตามที่คำนวณ ทางที่สองคือลดกระแสสตาร์ทลงด้วยอุปกรณ์ ได้แก่ ซอฟต์สตาร์ตเตอร์หรืออินเวอร์เตอร์สำหรับชิลเลอร์และปั๊มน้ำทั่วไป และการจัดลำดับการสตาร์ท (load sequencing) ให้มอเตอร์ใหญ่ทยอยเข้าทีละตัวแทนที่จะเข้าพร้อมกันหลังไฟดับ ข้อควรระวังคือปั๊มดับเพลิงมักถูกกำหนดให้สตาร์ทตรงเสมอด้วยเหตุผลด้านความเชื่อถือได้ จึงลดกระแสสตาร์ทของตัวนี้ไม่ได้

2 เรตติ้ง ESP กับ PRP ตัวเลขบนโบรชัวร์ไม่ได้แปลว่าใช้ได้ตลอด

ตาม ISO 8528-1 เครื่องปั่นไฟชุดเดียวกันมีพิกัดหลายค่า และเอกสารของ Cummins สรุปเงื่อนไขไว้ดังนี้

เรตติ้ง ชั่วโมงต่อปี ค่าเฉลี่ยโหลด โอเวอร์โหลด
ESP Emergency Standby ไม่เกิน 200 ชั่วโมงต่อปี เฉลี่ยไม่เกิน 70% ของพิกัด ESP ในรอบ 24 ชั่วโมง ไม่อนุญาต
PRP Prime ไม่จำกัดชั่วโมง เฉลี่ยไม่เกิน 70% ของพิกัด PRP ในรอบ 24 ชั่วโมง โหลดแปรผันได้ ได้ 10% เป็นเวลา 1 ชั่วโมงในทุก 12 ชั่วโมง รวมไม่เกิน 25 ชั่วโมงต่อปี
LTP Limited Time Power ไม่เกิน 500 ชั่วโมงต่อปี เดินที่ 100% ของพิกัด LTP ได้ ไม่อนุญาต
COP Continuous ไม่จำกัดชั่วโมง รับโหลดคงที่ 100% ได้ตลอด ไม่มี

ประเด็นสำคัญสำหรับโรงแรมคือ 200 ชั่วโมงต่อปี ตัวเลขนี้ฟังดูเยอะ แต่เท่ากับไฟดับเฉลี่ยวันละ 33 นาทีตลอดทั้งปี โรงแรมในเขตเมืองแทบไม่มีทางแตะเพดานนี้ ใช้เรตติ้ง ESP ได้สบาย

แต่รีสอร์ทบนเกาะ รีสอร์ทบนดอย หรือโรงแรมในพื้นที่ที่ไฟดับสัปดาห์ละหลายครั้งครั้งละหลายชั่วโมง อาจใช้เกิน 200 ชั่วโมงต่อปีได้จริง กรณีนี้ต้องเลือกขนาดจากพิกัด PRP ไม่ใช่ ESP ซึ่งต่ำกว่าราว 10% แปลว่าต้องขยับไปรุ่นใหญ่ขึ้นหนึ่งขั้น ความต่างของสี่เรตติ้งนี้อธิบายละเอียดไว้ในบทความ พิกัดกำลัง Standby Prime และ Continuous ต่างกันอย่างไร

3 ค่าลดทอนจากอุณหภูมิและความสูง

พิกัดบนแคตตาล็อกอ้างอิงสภาวะมาตรฐาน เมื่อเครื่องอยู่ในห้องเครื่องที่ร้อนกว่านั้น หรืออยู่บนพื้นที่สูง กำลังที่ได้จริงจะลดลง ห้องเครื่องที่ระบายอากาศไม่ดีอาจร้อนกว่าอากาศภายนอก 8–12 องศาเซลเซียส ซึ่งกินกำลังหายไปหลายเปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่มีใครสังเกต

ทางแก้ไม่ใช่การซื้อเครื่องใหญ่ขึ้นอย่างเดียว แต่คือการออกแบบช่องลมเข้าและช่องลมออกของห้องเครื่องให้ถูกต้อง ตั้งแต่แรก รวมถึงระยะห่างรอบตัวเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุง แนวทางอยู่ในบทความ การออกแบบห้องเครื่องปั่นไฟ

4 โหลดไม่เป็นเชิงเส้น ของใหม่ในโรงแรมยุคนี้

โรงแรมสมัยใหม่เต็มไปด้วยโหลดที่ดึงกระแสไม่เป็นรูปคลื่นไซน์ ทั้งไฟ LED แบบมีไดรเวอร์ อินเวอร์เตอร์แอร์ VSD ของปั๊มและ AHU ระบบชาร์จรถไฟฟ้า และ UPS ของห้องเซิร์ฟเวอร์ โหลดกลุ่มนี้สร้างฮาร์มอนิกซึ่งทำให้อัลเทอร์เนเตอร์ร้อนกว่าปกติที่กระแสเท่ากัน

ถ้าสัดส่วนโหลดกลุ่มนี้สูง ควรแจ้งผู้ขายตั้งแต่ต้นเพื่อพิจารณาอัลเทอร์เนเตอร์ที่มีค่ารีแอกแตนซ์ต่ำกว่า หรือเผื่อขนาดเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมที่กำลังติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มในลานจอด ซึ่งเป็นโหลดก้อนใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในรายการคำนวณเดิม

5 โหลดขั้นต่ำ 30% เครื่องใหญ่เกินไปก็พังได้

ข้อนี้สวนสามัญสำนึกที่สุด แต่สำคัญมาก เครื่องยนต์ดีเซลถูกออกแบบให้ทำงานที่โหลดพอสมควร ถ้าเดินเบาหรือรับโหลดต่ำกว่าราว 30% ของพิกัด เป็นเวลานาน อุณหภูมิในห้องเผาไหม้จะต่ำเกินไป น้ำมันเผาไหม้ไม่หมด เกิดอาการที่เรียกว่า wet stacking คือมีน้ำมันดิบและเขม่าเปียกสะสมในท่อไอเสียและเทอร์โบ ผลคือควันดำ กำลังตก และค่าซ่อมบานปลาย

ผลในทางปฏิบัติ ถ้าโรงแรมเลือกเครื่อง 800 kVA เพื่อจ่ายทั้งอาคาร แต่ไฟดับตอนตีสองซึ่งโหลดจริงเหลือแค่ 180 kVA เครื่องจะเดินอยู่ที่ 22% ของพิกัด ต่ำกว่าเกณฑ์ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่โรงแรมใหญ่หลายแห่งเลือกเครื่องเล็กสองตัวขนานกัน แทนที่จะใช้เครื่องใหญ่ตัวเดียว เพราะกลางคืนเดินเครื่องเดียวก็ได้โหลดที่เหมาะสม

ข้อควรระวังเรื่องหน่วย เกณฑ์ 30% นี้เป็นเกณฑ์ของกำลังจริงหน่วย kW ที่เครื่องยนต์ต้องออกแรง ไม่ใช่ kVA การเทียบด้วย kVA อย่างในตัวอย่างข้างต้นเป็นการประมาณแบบเร็ว ถ้าโหลดกลางคืนเป็นไฟแสงสว่างและระบบไอทีซึ่งมีตัวประกอบกำลังสูง สัดส่วน kW จริงจะสูงกว่าสัดส่วน kVA เล็กน้อย

อีกทางที่ถูกกว่าคือ กำหนดรอบทดสอบเดินเครื่องแบบมีโหลดจริงเป็นประจำ และใช้ load bank เมื่อจำเป็น ซึ่งควรอยู่ในสัญญา บริการบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟ ตั้งแต่ปีแรก

เสียง ควัน และกลิ่น โจทย์เฉพาะของโรงแรมที่โรงงานไม่มี

โรงงานติดเครื่องปั่นไฟไว้หลังอาคารแล้วจบ โรงแรมทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะรอบตัวเครื่องคือห้องพักที่ขายคืนละหลายพันบาท และเพื่อนบ้านที่โทรร้องเรียนได้

เสียง

เครื่องปั่นไฟแบบเปลือย (open type) ขนาดกลางมีระดับเสียงสูงพอที่จะปลุกคนทั้งปีกอาคาร สำหรับโรงแรมจึงควรใช้ตู้เก็บเสียงระดับ super silent เป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่ของเสริม

ค่าอ้างอิงทางกฎหมายที่ควรรู้คือ ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่องมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป กำหนดค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ และระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ ค่านี้วัดที่พื้นที่ทั่วไปนอกอาคาร ไม่ใช่ที่ตัวเครื่อง

แต่ในทางปฏิบัติ ตัวที่ทำให้โรงแรมโดนร้องเรียนมักไม่ใช่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง แต่เป็นมาตรฐานค่าระดับเสียงรบกวน ซึ่งเทียบเสียงที่เกิดขึ้นกับระดับเสียงพื้นฐานของพื้นที่นั้น ถ้าดังกว่าระดับเสียงพื้นฐานเกิน 10 เดซิเบลเอ ถือว่าเป็นเสียงรบกวน เครื่องปั่นไฟที่มีตู้เก็บเสียงแล้วจึงยังผิดเกณฑ์นี้ได้ในตอนตีสองที่ย่านนั้นเงียบมาก ทั้งที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงยังต่ำกว่า 70 เดซิเบลเออยู่มาก

สิ่งที่มักถูกลืมคือ เสียงจากตัวเครื่องเป็นแค่ครึ่งเดียวของปัญหา อีกครึ่งมาจากปลายท่อไอเสียและจากช่องลมของห้องเครื่อง การเลือกตู้เก็บเสียงดี ๆ แล้วปล่อยปลายท่อไอเสียชี้ตรงไปทางหน้าต่างห้องพัก คือความผิดพลาดที่แก้ทีหลังแพงมาก เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการทำห้องเก็บเสียงกับการใช้ตู้ครอบได้ในบทความ ห้องเก็บเสียงกับตู้เก็บเสียง เลือกแบบไหนดี

ควันและกลิ่น

ปลายท่อไอเสียต้องปล่อยเหนือแนวหลังคาและอยู่ห่างจากช่องลมเข้าอาคาร ระเบียง สระว่ายน้ำ และห้องอาหารกลางแจ้ง ทิศทางลมประจำถิ่นมีผลจริงและควรถูกถามตั้งแต่วันสำรวจหน้างาน โรงแรมริมทะเลที่ลมพัดเข้าฝั่งตลอดทั้งปี ตำแหน่งที่ดูปลอดภัยบนกระดาษอาจกลายเป็นจุดที่กลิ่นไอเสียลอยเข้าห้องอาหารทุกเย็น

การสั่นสะเทือน

ถ้าห้องเครื่องอยู่ในอาคารหรือชั้นใต้ดิน ต้องมีแท่นฐานพร้อมอุปกรณ์กันสะเทือน และท่อไอเสียต้องมีข้อต่ออ่อนคั่นเสมอ ไม่เช่นนั้นการสั่นจะวิ่งไปตามโครงสร้างและไปโผล่เป็นเสียงหึ่งในห้องพักชั้นบนที่อยู่ห่างออกไปหลายชั้น ซึ่งเป็นอาการที่หาต้นเหตุยากที่สุดอาการหนึ่ง

น้ำมันเก็บได้กี่ชั่วโมง คำนวณง่ายกว่าที่คิด

ขนาดถังน้ำมันเป็นเรื่องที่มักถูกตัดสินตอนท้ายโครงการเพื่อประหยัดงบ แล้วมาเสียใจตอนไฟดับข้ามคืน

วิธีประมาณที่ตรวจสอบได้เอง เริ่มจากฟิสิกส์ น้ำมันดีเซล 1 ลิตรให้พลังงานราว 9.8–10 kWh ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลแปลงเป็นไฟฟ้าได้ราว 35–40% ดังนั้น

อัตราสิ้นเปลืองโดยประมาณ = 0.25–0.29 ลิตรต่อ kWh ที่ผลิตได้

สูตรใช้งานจริง

ลิตรต่อชั่วโมง = กำลังที่จ่ายจริง (kW) × 0.25 ถึง 0.29

ตารางด้านล่างแปลง kVA เป็น kW ที่ตัวประกอบกำลัง 0.8 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของเครื่องปั่นไฟสามเฟส และคิดที่โหลด 75%

ลองคิดกับเครื่อง 500 kVA ซึ่งมีกำลัง 400 kW ถ้าเดินที่โหลด 75% เท่ากับจ่ายจริง 300 kW จะใช้น้ำมันราว 75–87 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับค่าที่พบในเอกสารสเปกของเครื่องขนาดนี้โดยทั่วไป

ขนาดเครื่อง โหลด 75% จ่ายจริง น้ำมันโดยประมาณ ถังสำหรับ 8 ชั่วโมง ถังสำหรับ 24 ชั่วโมง
100 kVA (80 kW) 60 kW 18–20 ลิตร/ชม. ราว 150 ลิตร ราว 460 ลิตร
250 kVA (200 kW) 150 kW 38–44 ลิตร/ชม. ราว 330 ลิตร ราว 990 ลิตร
500 kVA (400 kW) 300 kW 75–87 ลิตร/ชม. ราว 660 ลิตร ราว 1,980 ลิตร
1000 kVA (800 kW) 600 kW 150–174 ลิตร/ชม. ราว 1,320 ลิตร ราว 3,960 ลิตร
2000 kVA (1600 kW) 1200 kW 300–348 ลิตร/ชม. ราว 2,640 ลิตร ราว 7,920 ลิตร

ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณเพื่อวางแผนขนาดถัง อัตราสิ้นเปลืองจริงต้องอ่านจากเอกสารสเปกของรุ่นนั้น ๆ และจะสูงขึ้นเมื่อโหลดต่ำมากหรือเต็มพิกัด สังเกตว่าแถว 100 kVA ใช้อัตราราว 0.30 ลิตรต่อ kWh ซึ่งสูงกว่าเครื่องใหญ่ เพราะเครื่องยนต์ขนาดเล็กมีประสิทธิภาพความร้อนต่ำกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่

ข้อคิดที่ได้จากตารางนี้คือ ถังฐานเครื่องมาตรฐานมักออกแบบไว้ราว 8 ชั่วโมง ซึ่งพอสำหรับไฟดับในเมือง แต่ไม่พอสำหรับพายุที่ตัดถนนเข้าออกรีสอร์ท โรงแรมที่อยู่ปลายสายส่งควรวางแผนถังสำรองแยกและมีสัญญาเติมน้ำมันฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ไปหาคนส่งน้ำมันตอนตีสามที่ไฟดับแล้ว

ลองคำนวณจริงสามเคส

เคส 1 โรงแรมในเมือง 60 ห้อง 5 ชั้น หม้อแปลง 250 kVA

อาคารสูงประมาณ 18 เมตร พื้นที่รวมทุกชั้นราว 4,000 ตารางเมตร ทั้งสองค่านี้ต่ำกว่าเกณฑ์อาคารสูง 23 เมตร และเกณฑ์อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 10,000 ตารางเมตร แปลว่าไม่เข้าข่ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 จึงไม่ถูกบังคับให้เลี้ยงลิฟต์ดับเพลิงและปั๊มดับเพลิงตลอดเวลาที่ใช้งาน

แต่ยังเข้าข่ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 39 ข้อ 17 ซึ่งบังคับโรงแรมทุกขนาดให้มีไฟสำรองอัตโนมัติ โดยยอมรับแบตเตอรี่ได้ ดังนั้นระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเป็นข้อบังคับ ส่วนการลงทุนเครื่องปั่นไฟเพิ่มเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ

เจ้าของเลือกระดับที่ 2 คือให้โรงแรมยังเปิดดำเนินการได้ ไม่จ่ายแอร์ห้องพัก คำนวณ

  • 250 kVA × 30% = 75 kVA
  • ตรวจกระแสสตาร์ท ลิฟต์ 2 ตัว มอเตอร์ตัวละ 11 kW สตาร์ทตรง ต้องเผื่อกำลังช่วงสตาร์ทเพิ่ม
  • รุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดโดยไม่ต่ำกว่า 75 kVA คือ TC90T ที่ 90 kVA ซึ่งเผื่อจังหวะลิฟต์ออกตัวได้พอดี ส่วน TC70T ที่ 69 kVA ต่ำกว่าค่าที่คำนวณได้แล้ว จึงไม่ควรใช้

ส่วนต่างราคาระหว่างสองรุ่นนี้ไม่มาก แต่ผลต่างด้านประสบการณ์ของแขกชัดเจน

เคส 2 รีสอร์ทเกาะ 120 ห้อง หม้อแปลง 500 kVA ไฟดับบ่อย

เจ้าของบันทึกไว้ว่าปีที่ผ่านมาไฟดับรวมกันเกิน 250 ชั่วโมง จุดนี้คือกับดักที่คนพลาดบ่อยที่สุด

  • ต้องการจ่ายทั้งรีสอร์ท 500 kVA × 75% = 375 kVA
  • ถ้าดูแค่ตัวเลข Standby จะเลือก TC375T ซึ่งมี Standby 375 kVA พอดี
  • แต่เพราะใช้งานเกิน 200 ชั่วโมงต่อปี ต้องดูพิกัด Prime แทน และ TC375T มี Prime เพียง 338 kVA ซึ่งไม่พอ
  • ต้องไล่ขึ้นไปหลายรุ่น เพราะ TC385T (Prime 349) TC400T-1 (Prime 360) และ TC410T (Prime 372) ยังไม่ถึง 375 kVA รุ่นแรกที่พอคือ TC450T ซึ่งมี Prime 405 kVA

บทเรียนของเคสนี้คือ ตัวเลขเดียวกันบนโบรชัวร์ อาจแปลว่าคนละเครื่อง ถ้าเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน

เคส 3 โรงแรม 300 ห้อง 25 ชั้น หม้อแปลง 1250 kVA

สูงเกิน 23 เมตรชัดเจน เข้าข่ายอาคารสูง ต้องมีระบบจ่ายไฟสำรองตามข้อ 14 แน่นอน และเจ้าของต้องการจ่ายไฟทั้งอาคารเพราะมีห้องประชุมและงานจัดเลี้ยงเป็นรายได้หลัก

  • 1250 kVA × 70–80% = 875–1000 kVA ตรงกับ TC880T หรือ TC1000T
  • แต่พอตรวจโหลดช่วงตีสองของโลว์ซีซั่นที่อัตราเข้าพักราว 30% พบว่าเหลือเพียงราว 280 kVA ซึ่งเท่ากับ 28% ของเครื่อง 1000 kVA ต่ำกว่าเกณฑ์ 30% ถ้าไฟดับยาวข้ามคืนในช่วงนั้น เครื่องจะเดินโหลดต่ำหลายชั่วโมงติดกัน
  • ทางเลือกที่ดีกว่าคือใช้ TC500T สองเครื่องขนานกัน รวม 1000 kVA
  • กลางวันโหลดสูงเดินสองเครื่อง กลางคืนเดินเครื่องเดียว 280 จาก 500 เท่ากับ 56% อยู่ในช่วงที่เครื่องยนต์ชอบ
  • ผลพลอยได้คือถ้าเครื่องหนึ่งเข้าซ่อม อีกเครื่องยังจ่ายโหลดจำเป็นได้ครบ

เคสนี้แสดงให้เห็นว่าคำตอบที่ดีที่สุดบางครั้งไม่ใช่เครื่องขนาดเดียว แต่เป็นการจัดโครงสร้างของระบบ

เช็คลิสต์ 10 ข้อก่อนเซ็นใบสั่งซื้อ

  1. อ่านป้ายหม้อแปลงแล้วจดพิกัด kVA ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่จำเอา
  2. ตัดสินใจให้ชัดว่าจะจ่ายระดับไหน กฎหมายขั้นต่ำ ยังเปิดดำเนินการได้ หรือทั้งอาคาร
  3. ทำรายการมอเตอร์ทุกตัวที่เกิน 7.5 kW พร้อมระบุว่าสตาร์ทตรงหรือมีซอฟต์สตาร์ตเตอร์
  4. ประเมินชั่วโมงไฟดับต่อปีจากสถิติจริง เพื่อตัดสินว่าใช้ ESP หรือ PRP
  5. ตรวจว่าโหลดต่ำสุดกลางดึกยังเกิน 30% ของขนาดเครื่องที่เลือกหรือไม่
  6. กำหนดขนาดถังน้ำมันจากชั่วโมงที่ต้องการอยู่ได้จริง ไม่ใช่จากขนาดถังฐานมาตรฐาน
  7. ยืนยันตำแหน่งปลายท่อไอเสียเทียบกับหน้าต่างห้องพัก ระเบียง สระว่ายน้ำ และทิศลมประจำถิ่น
  8. ระบุระดับเสียงเป้าหมายที่ระยะวัดชัดเจนลงในสเปกซื้อ ไม่ใช่เขียนแค่คำว่าเก็บเสียง
  9. ตรวจว่าตู้ ATS สลับได้อัตโนมัติจริง และมีการทดสอบส่งมอบพร้อมโหลด
  10. ทำสัญญาบำรุงรักษาพร้อมรอบทดสอบเดินเครื่องมีโหลดตั้งแต่ปีแรก

สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าจำได้แค่สามบรรทัด ให้จำสามบรรทัดนี้

  1. เดินไปอ่านป้ายหม้อแปลง ตัวเลข kVA บนป้ายคือจุดตั้งต้นที่แม่นที่สุดที่หาได้ในสิบนาที
  2. คูณ 0.7 ถึง 0.8 ถ้าจะจ่ายทั้งโรงแรม หรือคูณ 0.25 ถึง 0.35 ถ้าจะจ่ายเฉพาะที่จำเป็น
  3. เอาตัวเลขนั้นไปเทียบตารางที่ 1 แล้วค่อยตรวจห้าเรื่องปิดท้าย คือกระแสสตาร์ทมอเตอร์ เรตติ้ง ESP หรือ PRP ค่าลดทอนจากอุณหภูมิ โหลดไม่เป็นเชิงเส้น และโหลดขั้นต่ำ 30% แล้วอย่าลืมเรื่องเสียงกับตำแหน่งปลายท่อไอเสีย

เท่านี้ก็ได้ตัวเลขที่คุยกับผู้ขายได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อเครื่องใหญ่เกินไปจนเสียเงินฟรีและเครื่องพังเร็ว หรือเล็กเกินไปจนไฟดับซ้ำซ้อนในคืนที่โรงแรมเต็ม

คำถามที่พบบ่อย

  • โรงแรม 50 ห้อง ใช้เครื่องปั่นไฟกี่ kVA? ถ้าต้องการจ่ายไฟทั้งโรงแรมรวมแอร์ห้องพัก ช่วงที่เป็นไปได้คือ 112 ถึง 252 kVA ขึ้นกับระดับโรงแรม และรุ่นที่ใช้ตั้งต้นได้คือขนาดราว 175 kVA ถ้าจ่ายเฉพาะโหลดจำเป็นคือไฟฉุกเฉิน ลิฟต์ ปั๊มน้ำ ระบบไอทีและไฟทางเดิน ช่วงจะเหลือ 40 ถึง 110 kVA และรุ่นที่ใช้ตั้งต้นได้คือขนาดราว 90 kVA วิธีที่แม่นกว่าคือดูขนาดหม้อแปลงที่ใช้อยู่แล้วคูณ 0.7 ถึง 0.8 สำหรับจ่ายทั้งโรงแรม หรือคูณ 0.25 ถึง 0.35 สำหรับจ่ายเฉพาะโหลดจำเป็น
  • ควรเลือกเครื่องปั่นไฟเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของขนาดหม้อแปลง? ใช้ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของพิกัดหม้อแปลงเมื่อต้องการจ่ายไฟทั้งอาคาร และ 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์เมื่อจ่ายเฉพาะโหลดจำเป็น เหตุผลคือหม้อแปลงถูกเลือกให้ใหญ่กว่าโหลดจริงเสมอ อาคารส่วนใหญ่ใช้งานหม้อแปลงจริงราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของพิกัด การเลือกที่ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์จึงครอบคลุมโหลดสูงสุดจริงบวกส่วนเผื่อสำหรับกระแสสตาร์ทมอเตอร์
  • กฎหมายไทยบังคับให้โรงแรมต้องมีเครื่องปั่นไฟหรือไม่? กฎหมายบังคับให้โรงแรมทุกขนาดมีระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองอัตโนมัติ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นเครื่องปั่นไฟเสมอไป กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 พ.ศ. 2537 ข้อ 17 ระบุโรงแรมไว้ในรายการอาคารที่ต้องจัดให้มีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น แบตเตอรี่ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แยกเป็นอิสระจากระบบปกติและทำงานได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่มีเกณฑ์ความสูงหรือพื้นที่ ส่วนกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 ข้อ 14 ใช้กับอาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไปและอาคารขนาดใหญ่พิเศษพื้นที่รวมตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งต้องจ่ายไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงสำหรับป้ายทางฉุกเฉิน ทางเดิน บันได และสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ และจ่ายตลอดเวลาที่ใช้งานสำหรับลิฟต์ดับเพลิง เครื่องสูบน้ำดับเพลิงและระบบสื่อสาร กลุ่มหลังนี้แบตเตอรี่ไม่พอ ต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • เลือกเครื่องใหญ่เผื่อไว้เลยดีกว่าไหม? ไม่ดีเสมอไป เครื่องยนต์ดีเซลที่รับโหลดต่ำกว่าราว 30 เปอร์เซ็นต์ของพิกัดเป็นเวลานานจะเกิดอาการ wet stacking คือน้ำมันเผาไหม้ไม่หมดและสะสมเป็นเขม่าเปียกในท่อไอเสียและเทอร์โบ ทำให้ควันดำ กำลังตกและค่าซ่อมสูง ถ้าจำเป็นต้องรองรับโหลดสูงสุดมากแต่โหลดกลางคืนต่ำมาก ทางที่ดีกว่าคือใช้เครื่องเล็กสองเครื่องขนานกันแล้วเดินเครื่องเดียวในช่วงโหลดต่ำ
  • จ่ายไฟทั้งโรงแรมกับจ่ายเฉพาะโหลดจำเป็น ต่างกันเท่าไหร่? ต่างกันประมาณสองถึงสามเท่าของขนาดเครื่อง เพราะระบบปรับอากาศคิดเป็นราว 45 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของโหลดโรงแรมในภูมิอากาศร้อนชื้น เมื่อตัดแอร์ห้องพักออก โหลดที่เหลือจะลดลงมาก ตัวอย่างเช่นโรงแรมที่ใช้หม้อแปลง 500 kVA ถ้าจ่ายทั้งอาคารต้องใช้เครื่องราว 350 ถึง 400 kVA แต่ถ้าจ่ายเฉพาะโหลดจำเป็นจะใช้เพียงราว 125 ถึง 175 kVA

อ่านต่อและปรึกษาหน้างาน

โจทย์ของโรงแรมมีจุดร่วมกับอาคารประเภทอื่นอยู่มาก ถ้าอยากเทียบวิธีคิดกับอาคารที่เข้มงวดกว่า ลองอ่าน แนวทางเลือกระบบสำรองไฟสำหรับโรงพยาบาล ซึ่งใช้ตรรกะเดียวกันแต่ยอมให้ไฟดับได้สั้นกว่ามาก ส่วนพื้นฐานการคำนวณขนาดแบบทั่วไปอยู่ใน วิธีเลือกขนาดเครื่องปั่นไฟ และถ้าโรงแรมมีส่วนโรงซักรีดหรือครัวกลางขนาดใหญ่ที่โหลดใกล้เคียงงานอุตสาหกรรม ดูแนวทางเพิ่มได้ที่ เครื่องปั่นไฟสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

สำหรับโรงแรมที่ยังไม่พร้อมลงทุนซื้อ หรือกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงอาคาร ทางเลือกระยะสั้นคือ เช่าเครื่องปั่นไฟ ซึ่งเหมาะกับช่วงรีโนเวตหรือช่วงไฮซีซั่นที่ยังไม่อยากผูกงบก้อนใหญ่ ข้อดีข้อเสียของทั้งสองทางเทียบไว้ในบทความ เช่าหรือซื้อเครื่องปั่นไฟ แบบไหนคุ้มกว่า

ตัวอย่างงานติดตั้งจริงที่ผ่านมาดูได้ที่หน้า ผลงานการติดตั้ง และถ้าอยากให้ทีมงานช่วยอ่านแบบไฟฟ้าหรือเข้าสำรวจหน้างานเพื่อสรุปขนาดที่เหมาะสม ติดต่อได้ที่ หน้าติดต่อเรา หรือโทร 097-146-3594 ตลอด 24 ชั่วโมง

S.E.A. Power Gent จำหน่าย เครื่องปั่นไฟ Cummins ราคาโรงงานครบช่วง 30 ถึง 2000 kVA พร้อมติดตั้งทั่วไทย เทียบสเปกและราคาทุกรุ่นได้ที่หน้ารวมหมวด

สำหรับโรงแรมที่เลือกแนวทางใช้เครื่องสองเครื่องขนานกันตามที่แนะนำไว้ในบทความนี้ เราเขียนภาคต่อที่เจาะเรื่องนั้นโดยเฉพาะ — หลักการและประวัติการต่อขนาน (Synchronize) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า พร้อมความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อทำพลาด