AVR คืออะไร? AVR ย่อมาจาก Automatic Voltage Regulator หรือ ตัวควบคุมแรงดันอัตโนมัติ เป็นแผงวงจรขนาดเล็กที่ติดอยู่กับอัลเทอร์เนเตอร์ของเครื่องปั่นไฟ ทำหน้าที่วัดแรงดันไฟที่ออกจากเครื่องตลอดเวลา แล้วปรับกระแสกระตุ้นสนามแม่เหล็ก (Excitation) ของโรเตอร์ขึ้นหรือลง เพื่อให้แรงดันคงที่ไม่ว่าโหลดจะเพิ่มหรือลด ในเครื่องปั่นไฟอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน AVR ทั่วไปคุมแรงดันได้แม่นภายใน ±1% และรุ่นที่ใช้ไฟเลี้ยงจาก PMG บางรุ่นแม่นถึง ±0.5%
ฟังดูเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าไม่มีมัน เครื่องปั่นไฟ 500 kVA ราคาหลักล้านจะกลายเป็นเครื่องที่ไฟวูบทุกครั้งที่มอเตอร์ตัวใหญ่สตาร์ต และไฟพุ่งทุกครั้งที่โหลดหลุด บทความนี้จะพาย้อนดูว่ามนุษย์ใช้เวลากว่า 120 ปีในการสร้าง สมองคุมแรงดัน ชิ้นนี้ขึ้นมาอย่างไร ตั้งแต่ยุคหน้าสัมผัสสั่นที่ส่งเสียงแกร๊ก ๆ ในโรงไฟฟ้า มาจนถึงชิปดิจิทัลที่คุยกับคอมพิวเตอร์ได้ และมันทำงานอย่างไรแบบที่อ่านจบแล้วเข้าใจทั้งวงจร
ปริศนาจากสเปกชีต: ทำไมอัลเทอร์เนเตอร์ตัวเดียวถึงมีสมองให้เลือก 3 แบบ
เริ่มจากของจริงก่อน เครื่องปั่นไฟ Cummins TC500T ขนาด 500 kVA ใช้เครื่องยนต์ Cummins KTA19-G3 ต่อกับอัลเทอร์เนเตอร์ Stamford รุ่น S4L1D-G41 ถ้าเปิดสเปกชีตของอัลเทอร์เนเตอร์รุ่นนี้ จะเจอตารางเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม คือรายชื่อ AVR ที่ใช้ร่วมกันได้ 3 รุ่น
| รุ่น AVR | ไฟเลี้ยง AVR มาจากไหน | ความแม่นยำของแรงดัน |
|---|---|---|
| AS440 | กระตุ้นตัวเอง (Self-Excited) ดึงไฟจากขดลวดหลัก | ±1% |
| MX341 | PMG (เครื่องกำเนิดไฟแม่เหล็กถาวรขนาดเล็ก) | ±1% |
| MX321 | PMG | ±0.5% |
ตัวเลข ±1% ฟังดูเล็ก แต่ลองแปลงเป็นภาษาบ้าน ๆ ระบบ 400 V แปลว่า AVR ต้องบังคับให้แรงดันอยู่ระหว่างประมาณ 396 ถึง 404 V ตลอดเวลา ทั้งที่เครื่องยนต์ข้างหลังกำลังรับแรงกระชากจากโหลดที่เปิด ๆ ปิด ๆ อยู่ทั้งวัน ส่วนรุ่น ±0.5% บีบให้แคบลงอีกครึ่งหนึ่ง
คำถามคือ ถ้าอัลเทอร์เนเตอร์ตัวเดียวกัน ทำไมต้องมีสมองให้เลือกถึง 3 แบบ และทำไมแค่เปลี่ยนแหล่งไฟเลี้ยงสมอง ความแม่นยำถึงเปลี่ยนได้ คำตอบซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ที่ยาวกว่าศตวรรษ
ก่อนจะเข้าใจ AVR ต้องเข้าใจว่าทำไมแรงดันถึงหนีได้เอง
เครื่องปั่นไฟทุกเครื่องทำงานด้วยหลักเดียวกัน คือหมุนสนามแม่เหล็กผ่านขดลวด แรงดันที่ได้ขึ้นกับ 2 อย่างหลัก ได้แก่ ความเร็วรอบ และความแรงของสนามแม่เหล็ก ความเร็วรอบถูกล็อกไว้ด้วยระบบควบคุมรอบเครื่องยนต์ (Governor) เพราะต้องรักษาความถี่ 50 Hz ให้คงที่ ดังนั้นตัวแปรที่เหลือให้ปรับแรงดันได้จึงมีแค่ตัวเดียว คือความแรงของสนามแม่เหล็กในโรเตอร์
ปัญหาคือ เมื่อโหลดเพิ่ม กระแสที่ไหลผ่านขดลวดสเตเตอร์จะมากขึ้น ทำให้เกิดแรงดันตกในขดลวดเอง และกระแสนั้นยังสร้างสนามแม่เหล็กของตัวเองไปหักล้างกับสนามของโรเตอร์ (นักไฟฟ้าเรียกว่า Armature Reaction) ผลคือถ้าไม่มีใครเพิ่มสนามแม่เหล็กให้ แรงดันจะตกลงทุกครั้งที่โหลดเพิ่ม และพุ่งขึ้นทุกครั้งที่โหลดลด ภาพที่เห็นในชีวิตจริงก็คือ ไฟวูบตอนปั๊มน้ำหรือเครื่องอัดอากาศสตาร์ต และไฟพุ่งตอนเครื่องจักรตัวใหญ่ดับพร้อมกัน
หน้าที่ของ AVR จึงเหมือนคนขับรถที่เปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ขึ้นเนินก็เหยียบคันเร่งเพิ่ม ลงเนินก็ผ่อนคันเร่ง เพียงแต่ AVR ไม่ได้เหยียบคันเร่งเครื่องยนต์ แต่ปรับ คันเร่งแม่เหล็ก ของอัลเทอร์เนเตอร์แทน และต้องทำแบบนี้หลายครั้งต่อวินาที
ยุคที่ 1: แม่เหล็กถาวร แรงดันขึ้นกับโชค (1831-1866)
เรื่องเริ่มในปี 1831 เมื่อ Michael Faraday ค้นพบหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและสร้างจานฟาราเดย์ (Faraday Disk) ซึ่งถือเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแม่เหล็กไฟฟ้าเครื่องแรก หนึ่งปีต่อมาในปี 1832 Hippolyte Pixii ชาวฝรั่งเศสสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่หมุนแม่เหล็กถาวรผ่านขดลวด และประดิษฐ์คอมมิวเทเตอร์เพื่อแปลงไฟสลับให้เป็นไฟตรง
เครื่องยุคนี้ใช้แม่เหล็กถาวร ซึ่งความแรงของสนามแม่เหล็กตายตัว ปรับไม่ได้ แปลว่าทางเดียวที่จะเปลี่ยนแรงดันคือหมุนเร็วขึ้นหรือช้าลง และแม่เหล็กถาวรในยุคนั้นก็อ่อนแรง ทำให้เครื่องผลิตไฟได้น้อย แนวคิดเรื่อง ควบคุมแรงดัน จึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่มีอะไรให้ควบคุม
ยุคที่ 2: เครื่องที่ปลุกตัวเองได้ และปัญหาใหม่ที่ตามมา (1866-1890s)
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นช่วงปี 1866-1867 เมื่อนักประดิษฐ์หลายคนค้นพบเกือบพร้อมกันว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถ กระตุ้นตัวเอง (Self-Excitation) ได้ คือเอาไฟส่วนหนึ่งที่ผลิตได้วนกลับไปเลี้ยงขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าของตัวเอง แทนที่จะพึ่งแม่เหล็กถาวร Werner von Siemens รายงานการค้นพบนี้ต่อสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งเบอร์ลินในต้นปี 1867 ในชื่อบทความที่แปลได้ว่า ว่าด้วยการแปลงพลังงานกลเป็นกระแสไฟฟ้าโดยไม่ใช้แม่เหล็กถาวร ขณะที่ฝั่งอังกฤษ Charles Wheatstone, Samuel Alfred Varley และ Henry Wilde ก็พัฒนาแนวคิดเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเครื่องต้องใช้ไฟของตัวเองไปสร้างแม่เหล็ก แล้วตอนเริ่มหมุนที่ยังไม่มีไฟ มันเริ่มจากไหน คำตอบคือ แม่เหล็กตกค้าง (Residual Magnetism) ในแกนเหล็ก ซึ่งหลงเหลืออยู่แม้เครื่องจะดับไปแล้ว พอโรเตอร์หมุน แม่เหล็กอ่อน ๆ นี้เหนี่ยวนำไฟออกมานิดหนึ่ง ไฟนิดหนึ่งไปเสริมสนามแม่เหล็ก สนามที่แรงขึ้นก็ผลิตไฟได้มากขึ้น วนเป็นลูกโซ่จนถึงแรงดันเต็มที่
ที่น่าทึ่งคือหลักการอายุ 160 ปีนี้ยังใช้อยู่ในเครื่องปั่นไฟปัจจุบัน คู่มือของ AVR Stamford รุ่น SX460 ระบุว่า AVR ต้องการแรงดันจากแม่เหล็กตกค้างเพียงประมาณ 4 V ที่ขั้วต่อ ก็พอให้เครื่องเริ่มสร้างแรงดันได้ และถ้าแม่เหล็กตกค้างหายไป ช่างจะใช้วิธี Field Flashing คือจ่ายไฟแบตเตอรี่เข้าขดลวดสนามแม่เหล็กแวบหนึ่งเพื่อปลุกเครื่องขึ้นมาใหม่ เทคนิคนี้มีอธิบายไว้ในบทความ สัญญาณเตือน AVR พัง พร้อมวิธีเช็ก และ เครื่องปั่นไฟติดแต่ไฟไม่ออก
การกระตุ้นตัวเองทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงขึ้นมหาศาลและเปิดทางให้โรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ แต่ก็สร้างปัญหาใหม่ เพราะตอนนี้ความแรงของสนามแม่เหล็กไม่ตายตัวแล้ว มันแกว่งตามโหลด เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ปรับคือ รีโอสแตท (Rheostat) หรือตัวต้านทานปรับค่าได้ ต่ออยู่ในวงจรสนามแม่เหล็ก ซึ่งต้องตั้งค่าด้วยมือ และมือคนก็ช้าเกินกว่าจะตามโหลดที่เปลี่ยนตลอดเวลาได้ทัน
ยุคที่ 3: Tirrill กับหน้าสัมผัสที่สั่นไม่หยุด (1898-1950s)
ปลายทศวรรษ 1890 วิศวกรชาวอเมริกัน Allen Augustus Tirrill และ George B. Lander คิดค้นอุปกรณ์ที่กลายเป็นต้นตระกูลของ AVR ทั้งหมด ชื่อว่า Tirrill Regulator ผลิตโดยบริษัท Tirrill Regulator Company เมืองคอนคอร์ด รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ตัวอย่างของจริงที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ The Henry Ford ผลิตราวปี 1899 บนป้ายเขียนว่า AUTOMATIC POTENTIAL REGULATOR อ้างสิทธิบัตรลงวันที่ 4 มกราคม 1898 และ 28 กุมภาพันธ์ 1899 ระบุใช้กับระบบ 60 รอบ 112 V ทำจากไม้ โลหะ และลวด สูงประมาณ 55 เซนติเมตร
หลักการของมันฉลาดมาก แทนที่จะพยายามหมุนรีโอสแตทไปยังตำแหน่งที่พอดีเป๊ะ ซึ่งทำได้ยาก Tirrill ใช้วิธี เปิดปิดถี่ ๆ คือมีหน้าสัมผัสคู่หนึ่งต่อคร่อมรีโอสแตทไว้
- เมื่อโหลดเพิ่มและแรงดันเริ่มตก ขดลวดแม่เหล็กที่วัดแรงดันไฟสลับจะดึงคานลง ทำให้หน้าสัมผัสปิด ลัดวงจรข้ามรีโอสแตท กระแสกระตุ้นจึงพุ่งขึ้นและแรงดันไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
- พอแรงดันสูงขึ้น แม่เหล็กอีกตัวที่วัดแรงดันของเครื่องกระตุ้นจะดึงคานอีกข้าง ทำให้หน้าสัมผัสเปิด รีโอสแตทกลับเข้าวงจร กระแสกระตุ้นลดลง
- วงจรนี้เปิดปิดสลับกันไม่หยุด แรงดันจึงแกว่งขึ้นลงเล็ก ๆ รอบค่าที่ตั้งไว้ ตำราไฟฟ้าอธิบายว่าเป็นหลักการ เลยเป้าแล้วดึงกลับ (Overshooting the mark) และระบุว่าแรงดันแกว่งไม่เกิน ±1%
สังเกตตัวเลข ±1% นี้ให้ดี มันเท่ากับความแม่นยำของ AVR AS440 และ MX341 ในอัลเทอร์เนเตอร์ของ TC500T ในวันนี้ ความต่างคือ Tirrill ทำได้ด้วยสปริง ขดลวด และหน้าสัมผัสที่สั่นตลอดเวลา จนต้องมีตัวเก็บประจุคร่อมหน้าสัมผัสไว้ลดประกายไฟ ส่วน AVR สมัยใหม่ทำเรื่องเดียวกันด้วยเซมิคอนดักเตอร์ที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเลย
เครื่องคุมแรงดันแบบ Tirrill ไม่ได้อยู่แค่ในอเมริกา พิพิธภัณฑ์ในเครือ Science Museum Group ของอังกฤษยังเก็บชุดแผง Tirrill ถึง 7 แผง ซึ่งได้รับมอบจาก British Electricity Authority หน่วยงานไฟฟ้าของอังกฤษ เป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีหน้าสัมผัสสั่นนี้เคยอยู่ในระบบไฟฟ้าระดับประเทศ
ทางแยกที่น่าสนใจ: AVR ในรถยนต์ที่ทำให้แบตเตอรี่อายุยาวขึ้น
หลักการเปิดปิดหน้าสัมผัสแบบเดียวกันนี้ยังเดินทางไปอยู่ในรถยนต์ด้วย บันทึกเล่าจากประสบการณ์ตรงของ Bernard Cain วิศวกร General Electric ที่เผยแพร่ใน Engineering and Technology History Wiki (ETHW) ของ IEEE เล่าว่า ช่วงต้นทศวรรษ 1930 Karl Pauly และ Max Whiting แห่ง GE สรุปว่าระบบชาร์จไฟในรถควรคุม แรงดันให้คงที่ แทนการคุมกระแสให้คงที่ เพราะระบบเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปีทำให้แบตเตอรี่เสียบ่อยโดยเฉพาะหน้าหนาว เมื่อผู้ผลิตรถยนต์หันมาใช้การคุมแรงดันช่วงปลายทศวรรษ 1930 แบตเตอรี่ก็อายุยาวขึ้นจนการใช้งานได้ 5 ปีกลายเป็นเรื่องปกติ
บทเรียนจากรถยนต์ใช้ได้ตรง ๆ กับเครื่องปั่นไฟ คือ แรงดันที่นิ่ง ไม่ได้แค่ทำให้ไฟไม่กระพริบ แต่ยืดอายุอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ต่ออยู่ปลายสาย ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ ไปจนถึงเครื่อง UPS และคอมพิวเตอร์ในห้อง Data Center
ยุคที่ 4: ซิลิคอนมาแทนหน้าสัมผัส และแปรงถ่านหายไป (1950s-ปัจจุบัน)
ในโลกของรถยนต์ บันทึกเดียวกันของ ETHW ระบุว่า ไดโอดซิลิคอนและทรานซิสเตอร์ในทศวรรษ 1950 คือสิ่งที่ทำให้อัลเทอร์เนเตอร์เข้ามาแทนไดนาโมพร้อมเครื่องคุมแรงดันแบบหน้าสัมผัสสั่น ส่วนในโลกของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า AVR รุ่นแรก ๆ ก็เป็นแบบเครื่องกลไฟฟ้าเช่นกัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวงจรโซลิดสเตตทั้งหมดในยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้น 2 ชั้น
ชั้นที่ 1 คือสมองเปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ AVR แบบโซลิดสเตตไม่มีสปริงให้ล้า ไม่มีหน้าสัมผัสให้สึก และตอบสนองได้เร็วกว่ามาก
ชั้นที่ 2 คือระบบกระตุ้นแบบไร้แปรงถ่าน (Brushless Excitation) เดิมการส่งไฟเข้าขดลวดของโรเตอร์ที่กำลังหมุนต้องอาศัยแปรงถ่านถูกับแหวนสลิป ซึ่งสึกหรอและเกิดประกายไฟ ช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อเซมิคอนดักเตอร์กำลังสูงพัฒนาขึ้น วิศวกรจึงย้ายวงจรเรียงกระแส (ไดโอดหมุน หรือ Rotating Diodes) ขึ้นไปติดบนเพลาโรเตอร์เลย ทำให้ไม่ต้องใช้แปรงถ่านอีกต่อไป ลดงานซ่อมบำรุงและลดความเสี่ยงไฟลุกจากแปรงถ่าน นี่คือเหตุผลที่ในหน้าสเปกของ TC500T เขียนว่าระบบกระตุ้นเป็น Brushless + AVR
จากนั้น AVR ก็ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงยุคดิจิทัล ตัวอย่างเช่น AVR ดิจิทัล Stamford รุ่น DM110 ซึ่งตามข้อมูลของผู้ผลิตเป็นแบบตรวจวัดแรงดัน 2 เฟส รับไฟเลี้ยงจาก PMG หรือขดลวดเสริม (Auxiliary Winding) มีฟังก์ชันควบคุมกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟและค่า Power Factor (VAR/PF Control) และเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในอัลเทอร์เนเตอร์ Stamford P80 และ S9 ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่ ฟังก์ชันคุม Power Factor นี้สำคัญมากเวลาต้องเดินเครื่องปั่นไฟหลายเครื่องขนานกัน เพราะ AVR ของแต่ละเครื่องต้องช่วยกันแบ่งภาระกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟให้เท่า ๆ กัน (ถ้าอยากรู้ว่าทำไมค่านี้สำคัญ อ่านต่อได้ที่ kVA คืออะไร และ kVA กับ kW ต่างกันอย่างไร)
หลักการทำงานของ AVR ทีละขั้น แบบเข้าใจง่าย
ในอัลเทอร์เนเตอร์แบบไร้แปรงถ่านยุคปัจจุบัน AVR ไม่ได้ส่งไฟเข้าโรเตอร์ตัวหลักโดยตรง แต่ทำงานผ่าน เครื่องขยาย อีกชั้นหนึ่ง ข้อมูลจากเอกสารของ Cummins Power Generation ที่สรุปในนิตยสาร Power Progress อธิบายลำดับไว้ดังนี้
- วัดแรงดัน (Sensing): สายวัดแรงดันต่อจากขดลวดสเตเตอร์หลัก ส่งค่าแรงดันจริงเข้า AVR ตลอดเวลา
- เทียบกับค่าที่ตั้ง (Compare): AVR เทียบแรงดันจริงกับค่าเป้าหมาย เช่น 400 V แล้วคำนวณว่าต่างกันเท่าไร ส่วนต่างนี้เรียกว่าสัญญาณผิดพลาด (Error Signal)
- สั่งกระแสกระตุ้น (Exciter Stator): AVR จ่ายไฟกระแสตรงเข้าขดลวดสเตเตอร์ของเครื่องกระตุ้น (Exciter) ถ้าแรงดันต่ำไปก็จ่ายมากขึ้น ถ้าสูงไปก็จ่ายน้อยลง
- เครื่องกระตุ้นผลิตไฟสลับ (Exciter Rotor): โรเตอร์ของเครื่องกระตุ้นซึ่งหมุนอยู่บนเพลาเดียวกับโรเตอร์หลัก ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไฟสลับตามความแรงที่ AVR สั่ง
- ไดโอดหมุนแปลงเป็นไฟตรง (Rotating Rectifier): ไฟสลับถูกแปลงเป็นไฟตรงโดยไดโอดที่หมุนไปพร้อมเพลา
- โรเตอร์หลักสร้างสนามแม่เหล็ก (Main Rotor): ไฟตรงเข้าขดลวดโรเตอร์หลัก สร้างสนามแม่เหล็กแรงหรือเบาตามที่ AVR ต้องการ
- สเตเตอร์หลักจ่ายไฟออก (Main Stator): สนามแม่เหล็กที่หมุนเหนี่ยวนำไฟ 3 เฟสออกสู่โหลด แล้ววงจรก็วนกลับไปที่ข้อ 1 ใหม่
เคล็ดลับของการออกแบบนี้คือ การขยายกำลัง AVR ชิ้นเล็กจ่ายกระแสเพียงไม่กี่แอมป์ (เช่น SX460 จ่ายต่อเนื่องได้ 4 A) แต่ผ่านเครื่องกระตุ้นแล้วสามารถควบคุมสนามแม่เหล็กของโรเตอร์ที่ผลิตไฟหลายร้อย kVA ได้ เหมือนพวงมาลัยพาวเวอร์ที่ใช้แรงมือนิดเดียวหมุนล้อรถบรรทุกได้
เร็วแค่ไหน
คู่มือ AVR Stamford SX460 (รุ่นสำหรับอัลเทอร์เนเตอร์ขนาดเล็กกว่า แต่หลักการเดียวกัน) ระบุเวลาตอบสนองไว้ชัดเจน คือ AVR ตอบสนองภายใน 20 มิลลิวินาที กระแสในขดลวดสนามแม่เหล็กขึ้นถึง 90% ใน 80 มิลลิวินาที และแรงดันของเครื่องกลับมาถึง 97% ภายใน 300 มิลลิวินาที รวมแล้วไม่ถึง 1 ใน 3 วินาที นับจากที่แรงดันเริ่มเพี้ยน
ทำไม AVR ถึงจงใจลดแรงดันเมื่อรอบเครื่องตก
นี่คือฟังก์ชันที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีอยู่ เรียกว่า UFRO (Under Frequency Roll Off) เมื่อโหลดก้อนใหญ่เข้ามากะทันหัน เครื่องยนต์จะรอบตกชั่วขณะ ถ้า AVR ยังดันแรงดันให้เต็มเหมือนเดิม เครื่องยนต์ที่กำลังอ่อนแรงจะยิ่งต้องแบกภาระหนักขึ้นจนอาจดับได้ AVR จึงถูกออกแบบให้ ยอมลดแรงดันลงตามสัดส่วนความถี่ (คุมแบบ Volts per Hertz) เพื่อลดภาระให้เครื่องยนต์ฟื้นรอบได้เร็วขึ้น คู่มือ SX460 แนะนำให้ตั้งจุดเริ่มทำงาน (Knee Point) ไว้ต่ำกว่าความถี่ปกติเล็กน้อย ประมาณ 47 Hz สำหรับระบบ 50 Hz และมีไฟ LED สีแดงติดเมื่อฟังก์ชันนี้ทำงาน (เรื่องที่มาของ 50 Hz อ่านได้ที่ ทำไมประเทศไทยใช้ไฟ 50 Hz)
ปุ่ม STAB: กันไม่ให้แรงดันส่าย
ระบบป้อนกลับทุกระบบมีปัญหาเดียวกัน คือถ้าแก้ไขแรงเกินไปจะเลยเป้า แล้วแก้กลับแรงเกินไปอีก กลายเป็นแรงดันส่ายขึ้นลงไม่หยุด (อาการนี้เรียกว่า Hunting) AVR จึงมีปุ่มปรับเสถียรภาพ (STAB) ไว้ตั้งค่าการหน่วง คู่มือ SX460 อธิบายวิธีตั้งว่า ให้เดินเครื่องตัวเปล่า หมุนปุ่มทวนเข็มนาฬิกาจนแรงดันเริ่มส่าย แล้วหมุนตามเข็มกลับเล็กน้อย ซึ่งก็คือร่องรอยของปัญหาเดียวกับที่ Tirrill เจอเมื่อ 120 กว่าปีก่อน เพียงแต่วันนี้แก้ได้ด้วยการหมุนปุ่มเดียว
ไฟเลี้ยง AVR มาจากไหน: คำตอบของปริศนา 3 ตัวเลือก
กลับมาที่คำถามตอนต้นบทความ ทำไมอัลเทอร์เนเตอร์ตัวเดียวกันถึงมี AVR ให้เลือก 3 แบบ คำตอบอยู่ที่ว่า สมองตัวนี้กินไฟจากไหน บทความ Picking The Right Excitation System ในนิตยสาร Power Progress (กรกฎาคม 2023) ซึ่งอ้างอิงเอกสารของ Greg LaLiberte ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ระดับโลกของ Cummins Power Generation แบ่งระบบไฟเลี้ยงไว้ 4 แบบ
| ระบบไฟเลี้ยง | หลักการ | จุดเด่น / ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| Shunt (Self-Excited) | ดึงไฟจากขดลวดสเตเตอร์หลักของเครื่องเอง | ง่ายและต้นทุนต่ำ แต่คุณภาพไฟขึ้นกับโหลดปลายทาง เมื่อลัดวงจรแรงดันอาจยุบจนสนามแม่เหล็กล่ม |
| EBS (Excitation Boost System) | ระบบ Shunt ที่เพิ่มเครื่องกำเนิดไฟเสริมให้ AVR ขอกระแสกระตุ้นเพิ่มได้ชั่วคราว | ช่วยเรื่องจ่ายกระแสลัดวงจรประมาณ 300% และสตาร์ตมอเตอร์ได้ดีขึ้น |
| PMG (Permanent Magnet Generator) | เครื่องกำเนิดไฟแม่เหล็กถาวรขนาดเล็กแยกต่างหากที่ปลายเพลาด้านหลัง | ไฟเลี้ยง AVR ไม่ขึ้นกับโหลด จ่ายกระแสลัดวงจรได้ต่อเนื่อง เป็นตัวเลือกที่พบมากที่สุดในงานหนัก |
| AUX (Auxiliary Winding) | ขดลวดเสริม 1 เฟสแยกในสเตเตอร์หลัก | จ่ายกระแสลัดวงจรได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องมี PMG แต่กินพื้นที่ร่องขดลวด |
เห็นอะไรไหมครับ PMG ก็คือ แม่เหล็กถาวร แบบเดียวกับเครื่องของ Pixii เมื่อปี 1832 ที่ประวัติศาสตร์เคยทิ้งไปเพราะคุมแรงดันไม่ได้ แต่วันนี้มันกลับมาในบทบาทใหม่ ไม่ใช่เป็นตัวผลิตไฟหลัก แต่เป็นแหล่งไฟเลี้ยงสมองที่มั่นคงที่สุด เพราะแรงดันของมันไม่ขึ้นกับโหลดของเครื่องเลย
ความต่างนี้มีผลจริงในหน้างาน 2 เรื่องใหญ่
- เวลาเกิดลัดวงจร: ระบบ Shunt ดึงไฟเลี้ยงจากขดลวดหลัก เมื่อลัดวงจรแรงดันยุบ AVR ก็ขาดไฟเลี้ยงไปด้วย บทความเดียวกันระบุว่าอุปกรณ์ป้องกันปลายทางควรตัดวงจรให้ได้ภายในราว 2 วินาที (100-120 รอบไฟ) ไม่อย่างนั้นสนามแม่เหล็กจะล่ม ส่วน PMG ยังจ่ายไฟเลี้ยงได้ตามปกติ จึงรักษากระแสลัดวงจรไว้ได้นานพอให้เบรกเกอร์ตัด
- เวลาใช้กับโหลดที่บิดรูปคลื่น (Non-linear Load): เช่น UPS อินเวอร์เตอร์ และไดรฟ์ปรับรอบมอเตอร์ (VFD) ฮาร์มอนิกจากโหลดเหล่านี้กระทบไฟเลี้ยงของระบบ Shunt โดยตรง และ AVR แบบ SCR ที่อาศัยจุดตัดศูนย์ของรูปคลื่นจะทำงานเพี้ยนได้ จึงไม่แนะนำให้ใช้กับโหลด Non-linear ขนาดใหญ่บนระบบ Shunt หรือ EBS ส่วนระบบ PMG หรือ AUX ช่วยแก้ปัญหานี้ได้
สรุปให้ง่ายที่สุด AS440 ที่กระตุ้นตัวเองเหมาะกับงานทั่วไปที่โหลดเรียบ ๆ ส่วน MX341 และ MX321 ที่ใช้ PMG เหมาะกับงานที่มีมอเตอร์ใหญ่ ลิฟต์ เครื่องจักรที่สตาร์ตหนัก หรือโหลดอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก และถ้าต้องการแรงดันนิ่งระดับ ±0.5% ก็ขยับไปที่ MX321
มาตรฐานวัดความเก่งของ AVR
ความสามารถของ AVR ไม่ได้วัดแค่ตอนแรงดันนิ่ง แต่ต้องวัดตอนโดนโหลดกระแทกด้วย มาตรฐานสากลที่ใช้คือ ISO 8528-5 ซึ่งแบ่งเครื่องปั่นไฟเป็นระดับสมรรถนะ G1 ถึง G4 ตามเอกสารเผยแพร่ของ Kohler (ปัจจุบันคือ Rehlko) เครื่องระดับ G3 ต้องรักษาแรงดันชั่วขณะไม่ให้ตกเกิน 15% หรือพุ่งเกิน 20% และต้องดึงแรงดันกลับเข้าช่วงปกติภายในไม่เกิน 4 วินาที การทดสอบทำโดยใส่โหลดเป็นขั้น เช่น 25%, 50%, 75% และ 100% และทดสอบสลัดโหลด 100% ในครั้งเดียว ซึ่งถ้าขั้นใดเกินเกณฑ์ เครื่องนั้นจะไม่ได้ระดับ G3
ตรงนี้คือเหตุผลที่การทดสอบด้วย Load Bank สำคัญมาก เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะเห็นว่า AVR ทำงานถูกต้องจริงภายใต้โหลดจริง ไม่ใช่แค่เดินเครื่องตัวเปล่าแล้วดูว่าหน้าจอขึ้น 400 V อ่านขั้นตอนเต็มได้ที่ Load Test เครื่องปั่นไฟคืออะไร
เอาความรู้เรื่อง AVR ไปใช้เลือกและดูแลเครื่องปั่นไฟอย่างไร
รู้ประวัติและหลักการแล้ว มาดูว่าเอาไปใช้ตัดสินใจได้อย่างไรบ้าง
- ถามประเภทโหลดก่อนถามขนาด: ถ้าโหลดเป็นมอเตอร์ใหญ่ ลิฟต์ ปั๊ม UPS หรือ VFD ให้ถามผู้ขายว่าอัลเทอร์เนเตอร์ใช้ AVR รุ่นใดและไฟเลี้ยงเป็นแบบ PMG หรือไม่ แล้วค่อยไปเลือกขนาด kVA ตามขั้นตอนใน วิธีเลือกขนาดเครื่องปั่นไฟ
- ดูพิกัดให้ตรงงาน: สเปกชีตอัลเทอร์เนเตอร์ S4L1D-G41 กำหนดให้ลดพิกัดลงเมื่อใช้งานในที่อุณหภูมิสูงกว่า 40 °C หรือสูงกว่าระดับน้ำทะเลเกิน 1,000 เมตร ตัวเลขบนป้ายจึงขึ้นกับเงื่อนไขการใช้งาน อ่านเรื่องพิกัดได้ที่ Standby, Prime, Continuous Rating คืออะไร
- เดินขนานหลายเครื่อง: ต้องใช้ AVR ที่รองรับการแบ่งภาระกำลังรีแอกทีฟ หรือ AVR ดิจิทัลที่คุม Power Factor ได้
- อย่าลืมว่า AVR ก็เสื่อมได้: ความร้อน ฝุ่น ความชื้น และการสั่นสะเทือน ทำให้ AVR เสียได้ อาการและวิธีเช็กอยู่ในบทความ สัญญาณเตือน AVR พัง และการตรวจเช็กตามรอบอยู่ใน บริการบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องปั่นไฟพร้อมระบบกระตุ้นแบบไร้แปรงถ่านและ AVR สามารถดูสเปกจริงได้ที่ เครื่องปั่นไฟ Cummins ทุกขนาด หรือถ้าต้องการใช้งานชั่วคราวหรือสัญญาระยะยาว ดูรายละเอียดได้ที่ เช่าเครื่องปั่นไฟ สอบถามเพิ่มเติม โทร 097-146-3594
แหล่งอ้างอิง
- The Henry Ford: Tirrill Potential Regulator, circa 1899
- Science Museum Group: Tirrill voltage regulator panel
- ETHW: The Story of the Automobile Voltage Regulator (Bernard Cain)
- National MagLab: Werner von Siemens
- Wikipedia: Dynamo และ Excitation (magnetic)
- Power Progress: Picking The Right Excitation System (2023)
- คู่มือ AVR Stamford SX460
- Kohler: ISO 8528-5 and Generator Transient Performance
- STAMFORD | AvK: DM110 Digital AVR
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AVR เครื่องปั่นไฟ
AVR ย่อมาจากอะไร และทำหน้าที่อะไรในเครื่องปั่นไฟ
AVR ย่อมาจาก Automatic Voltage Regulator หรือตัวควบคุมแรงดันอัตโนมัติ ทำหน้าที่วัดแรงดันที่เครื่องปั่นไฟจ่ายออกตลอดเวลา เทียบกับค่าที่ตั้งไว้ แล้วปรับกระแสกระตุ้นสนามแม่เหล็กของโรเตอร์ เพื่อให้แรงดันคงที่แม้โหลดจะเพิ่มหรือลด AVR ในอัลเทอร์เนเตอร์อุตสาหกรรมทั่วไปคุมแรงดันได้แม่นภายใน 1 เปอร์เซ็นต์
AVR ตัวแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อไร
ต้นตระกูลของ AVR คือเครื่องคุมแรงดันแบบ Tirrill ที่ Allen A. Tirrill และ George B. Lander คิดค้น มีสิทธิบัตรลงวันที่ปี 1898 และ 1899 ใช้หน้าสัมผัสที่เปิดปิดถี่ ๆ ลัดวงจรรีโอสแตทในวงจรกระตุ้น ต่อมาในทศวรรษ 1950 ไดโอดซิลิคอนและทรานซิสเตอร์เข้ามาแทนหน้าสัมผัส และระบบกระตุ้นแบบไร้แปรงถ่านก็เริ่มใช้งาน
AVR แบบ Self-Excited กับแบบ PMG ต่างกันอย่างไร
แบบ Self-Excited หรือ Shunt ดึงไฟเลี้ยง AVR จากขดลวดหลักของเครื่อง ราคาถูกและเรียบง่าย แต่เมื่อลัดวงจรหรือมีโหลดที่บิดรูปคลื่นมาก ไฟเลี้ยงจะได้รับผลกระทบ ส่วนแบบ PMG ใช้เครื่องกำเนิดไฟแม่เหล็กถาวรขนาดเล็กแยกต่างหาก ไฟเลี้ยงจึงไม่ขึ้นกับโหลด จ่ายกระแสลัดวงจรได้ต่อเนื่อง และเหมาะกับมอเตอร์ใหญ่ UPS และ VFD
AVR ของเครื่องปั่นไฟกับเครื่องปรับแรงดันไฟในบ้านเหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกัน AVR ของเครื่องปั่นไฟควบคุมแรงดันที่ต้นทางด้วยการปรับสนามแม่เหล็กของโรเตอร์ ส่วนเครื่องปรับแรงดันที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงานเป็นอุปกรณ์อีกประเภทหนึ่ง เช่น แบบเปลี่ยนแทปหม้อแปลง (Tap-Changer) ซึ่งรับไฟที่ผลิตมาแล้วและปรับแรงดันที่ปลายทางก่อนเข้าอุปกรณ์