เครื่องปั่นไฟจมน้ำ ห้ามสตาร์ท! คู่มือตรวจเครื่องปั่นไฟหลังน้ำท่วมทีละขั้น ซ่อมได้ไหม หรือควรเทิร์น

น้ำลดวันแรก เจ้าของโรงงานเดินลุยโคลนไปที่ห้องเครื่อง เปิดประตูเจอเครื่องปั่นไฟ 500 kVA ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มีคราบน้ำเป็นเส้นสีน้ำตาลพาดกลางตัวเครื่องพอดี สิ่งแรกที่มือเอื้อมไปหาคือปุ่มสตาร์ท เพราะในหัวคิดแค่ว่า ถ้าเครื่องติด แปลว่ารอด

เรื่องนี้จบได้สองแบบ แบบแรกคือเครื่องไม่ติด เสียเวลาไปสองสามชั่วโมงแล้วโทรเรียกช่าง แบบที่สองแย่กว่ามาก คือเครื่องติด เดินได้สิบวินาที แล้วมีเสียงดังโครมจากในเครื่องยนต์ หรือมีควันขาวลอยออกมาจากไดปั่นไฟ ตามด้วยกลิ่นไหม้ เครื่องที่ตอนแรกอาจซ่อมได้ในราคาหลักหมื่น กลายเป็นเครื่องที่ต้องผ่าก้านสูบงอและพันขดลวดใหม่ทั้งลูกในราคาหลักแสน ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องปั่นไฟที่เพิ่งจมน้ำมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซินตัวเล็กหลังบ้าน เครื่องดีเซลตู้ครอบของร้านค้า หรือเครื่อง 1,000 kVA ในห้องเครื่องของโรงงาน หลักการเดียวกันหมด แต่รายละเอียดต่างกันตามขนาด เราจะพาไล่ดูทีละระบบว่าน้ำทำอะไรกับเครื่องบ้าง ต้องตรวจอะไร ต้องวัดอะไร ตัวเลขไหนถือว่าผ่าน ตัวเลขไหนต้องเปลี่ยน โดยอ้างอิงจากแนวทาง NEMA GD 1 ของสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสหรัฐฯ มาตรฐาน IEEE 43 เรื่องการวัดค่าความเป็นฉนวนของเครื่องจักรไฟฟ้า และแนวปฏิบัติของ EASA ซึ่งเป็นสมาคมผู้ซ่อมมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แล้วปิดท้ายด้วยคำถามที่ทุกคนถามเป็นข้อสุดท้ายเสมอ คือ ซ่อมดี หรือเทิร์นดี

1. กฎข้อเดียวที่ต้องจำ ก่อนอ่านข้ออื่นทั้งหมด

ห้ามกดสตาร์ท ห้ามต่อแบตเตอรี่ ห้ามหมุนเครื่องยนต์ด้วยมอเตอร์สตาร์ท จนกว่าจะตรวจครบทุกข้อในบทความนี้ ถ้าเครื่องยังต่อกับระบบไฟของอาคารอยู่ ให้ปลดเบรกเกอร์ฝั่งเครื่องปั่นไฟออกด้วย และถ้าเข้าไม่ถึงตัวเครื่องอย่างปลอดภัย ก็อย่าพยายาม

ทำไมต้องเข้มขนาดนั้น เพราะเครื่องปั่นไฟที่จมน้ำมีของอันตรายซ่อนอยู่สองอย่างที่มองไม่เห็นจากภายนอก

อย่างแรกคือน้ำในกระบอกสูบ เครื่องยนต์ดีเซลถูกออกแบบมาให้บีบอัดอากาศ ไม่ใช่บีบอัดน้ำ น้ำเป็นของเหลวที่แทบบีบอัดไม่ได้เลย ถ้ามีน้ำค้างอยู่ในกระบอกสูบแม้เพียงส่วนหนึ่งของปริมาตรห้องเผาไหม้ แล้วมอเตอร์สตาร์ทดันลูกสูบขึ้นไปชนกับน้ำก้อนนั้น แรงทั้งหมดจะย้อนกลับไปลงที่ก้านสูบ อาการนี้เรียกว่า Hydrolock หรือ Hydrostatic lock ผลลัพธ์ที่เจอบ่อยที่สุดคือก้านสูบงอ และในกรณีร้ายแรงคือก้านสูบหักทะลุเสื้อสูบ เครื่องยนต์ที่ก่อนหน้านั้นแค่เปียก กลายเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องรื้อทั้งท่อนล่าง

อย่างที่สองคือความชื้นในขดลวด ขดลวดของไดปั่นไฟถูกเคลือบด้วยวานิชฉนวน ซึ่งทำหน้าที่กั้นไม่ให้ไฟฟ้ากระโดดข้ามระหว่างเส้นลวดกับแกนเหล็ก น้ำท่วมนำโคลน สารเคมี น้ำมัน และเกลือเข้าไปแทรกอยู่ในทุกซอกของขดลวด ของพวกนี้นำไฟฟ้าได้ พอเครื่องหมุนและเริ่มสร้างแรงดัน ไฟฟ้าจะหาทางลัดผ่านคราบสกปรกที่เปียกชื้นลงแกนเหล็ก เกิดการอาร์กและความร้อนเฉพาะจุดจนฉนวนไหม้ ขดลวดที่ล้างและอบแห้งได้ในตอนแรก จะกลายเป็นขดลวดที่ต้องพันใหม่ทั้งชุด

เอกสาร NEMA GD 1 ซึ่งเป็นแนวทางประเมินอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำของสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแห่งสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในบทนำอย่างชัดเจนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สัมผัสน้ำอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งหากถูกจ่ายไฟกลับเข้าไปใหม่โดยไม่ผ่านการประเมินที่เหมาะสม และการประเมินนั้นควรทำโดยบุคลากรที่มีความชำนาญ

ฝั่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกคำแนะนำหลังน้ำลดในทิศทางเดียวกันเสมอ คือตัดไฟที่เบรกเกอร์ งดใช้อุปกรณ์ที่เคยจมน้ำจนกว่าจะแห้งสนิทและได้รับการตรวจสอบจากช่าง หากไม่แน่ใจเรื่องไฟรั่วให้โทรสายด่วน MEA 1130 หรือ PEA 1129 เครื่องปั่นไฟไม่ใช่ข้อยกเว้น และเพราะมันมีทั้งเครื่องยนต์ ขดลวด และตู้ควบคุมรวมอยู่ในตัวเดียว มันจึงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องระวังมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปเสียอีก

2. มองเครื่องปั่นไฟด้วยสายตาของน้ำ

ก่อนจะลงมือตรวจ ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องปั่นไฟไม่ใช่ของชิ้นเดียว มันคือระบบห้าระบบที่นั่งอยู่บนฐานเดียวกัน และแต่ละระบบทนน้ำได้ไม่เท่ากันเลย

ระบบ ส่วนประกอบหลัก น้ำทำอะไรกับมัน โอกาสฟื้นฟู
เครื่องยนต์ กระบอกสูบ ลูกสูบ ก้านสูบ อ่างน้ำมันเครื่อง หัวฉีด เทอร์โบ น้ำเข้าทางไอดี ไอเสีย และช่องระบายอากาศอ่างน้ำมัน ปนในน้ำมันเครื่อง เกิดสนิมในกระบอกสูบ สูง ถ้าไม่สตาร์ทและจัดการเร็ว
ไดปั่นไฟ (Alternator) ขดลวดสเตเตอร์ โรเตอร์ เอ็กไซเตอร์ ไดโอดหมุน ลูกปืน โคลนและความชื้นแทรกในขดลวด ค่าฉนวนตก ลูกปืนโดนน้ำ ปานกลางถึงสูง ล้าง อบ วัดฉนวน หรือพันใหม่
ระบบควบคุมและไฟฟ้า คอนโทรลเลอร์ AVR รีเลย์ เบรกเกอร์ เซนเซอร์ ชุดสายไฟ กล่อง ECM ของเครื่องยนต์ แผงวงจรโดนน้ำสกปรก กัดกร่อนลายวงจร หน้าสัมผัสเบรกเกอร์เสื่อม ต่ำ ส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยน
เชื้อเพลิงและหล่อเย็น ถังน้ำมัน กรองดักน้ำ ปั๊มเชื้อเพลิง หม้อน้ำ พัดลม น้ำยาหล่อเย็น น้ำเข้าถังทางช่องหายใจ โคลนอุดครีบหม้อน้ำ สูง ถ่ายทิ้ง ล้าง เปลี่ยนไส้กรอง
โครงสร้าง ฐาน ตู้ครอบเก็บเสียง ฉนวนซับเสียง แบตเตอรี่ สายดิน ตู้ ATS ฉนวนซับเสียงอมน้ำ แบตเตอรี่เสื่อม ขั้วสายดินกัดกร่อน แบตเตอรี่เปลี่ยน ฉนวนซับเสียงมักต้องเปลี่ยน

สังเกตว่าส่วนที่แพงที่สุดสองส่วนคือเครื่องยนต์และไดปั่นไฟ กลับเป็นส่วนที่มีโอกาสฟื้นฟูได้ดี ส่วนที่ราคาถูกกว่ามากอย่างแผงวงจรและเบรกเกอร์ กลับเป็นส่วนที่ต้องเปลี่ยนแทบทั้งหมด นี่คือข่าวดีที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ เครื่องปั่นไฟที่จมน้ำไม่ได้แปลว่าเครื่องพังทั้งตัว มันแปลว่ามีรายการชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนแน่นอนชุดหนึ่ง กับรายการที่ต้องตรวจให้ละเอียดอีกชุดหนึ่ง

3. ก่อนแตะเครื่อง ตรวจความปลอดภัยของตัวเองก่อน

ห้องเครื่องหลังน้ำลดเป็นสถานที่อันตรายกว่าที่คิด ลำดับที่ควรทำคือ

  • ตัดไฟทุกทาง ปลดเบรกเกอร์เมนของอาคารหากยังไม่ได้ปลด ปลดเบรกเกอร์ขาออกของเครื่องปั่นไฟ และตรวจว่าตู้ ATS ไม่ได้ค้างอยู่ในตำแหน่งจ่ายไฟจากเครื่อง
  • ถอดขั้วแบตเตอรี่ ถอดขั้วลบก่อนเสมอ แล้วจึงถอดขั้วบวก เพื่อกันไม่ให้ประแจไปแตะโครงเครื่องแล้วเกิดประกายไฟ แบตเตอรี่ที่จมน้ำอาจมีก๊าซไฮโดรเจนสะสม การมีประกายไฟใกล้แบตเตอรี่จึงไม่ใช่เรื่องดี
  • ระวังไฟรั่วจากระบบอื่น ในโรงงานหรืออาคาร ห้องเครื่องมักมีปั๊มน้ำ ตู้ไฟย่อย และปลั๊กไฟที่จมไปพร้อมกัน ถ้าไม่แน่ใจว่าอะไรยังมีไฟอยู่ ให้ช่างไฟฟ้าใช้เครื่องมือตรวจก่อนลุยเข้าไป
  • ระวังน้ำสกปรก น้ำท่วมคือส่วนผสมของน้ำเสีย น้ำมัน สารเคมี และเชื้อโรค สวมรองเท้าบูท ถุงมือ และล้างมือทุกครั้งหลังแตะเครื่อง
  • ระบายอากาศ ห้องเครื่องที่ปิดมิดหลังน้ำท่วมอาจมีไอน้ำมันเชื้อเพลิงที่รั่วสะสมอยู่ เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก่อน และห้ามสูบบุหรี่หรือใช้เปลวไฟในห้อง

4. อ่านเส้นคราบน้ำ หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ห้ามล้างออกก่อนถ่ายรูป

ช่างที่มีประสบการณ์เดินเข้าห้องเครื่องแล้วมองหาสิ่งเดียวก่อน คือเส้นคราบน้ำ (waterline) ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ผนัง และตู้ควบคุม เส้นนี้บอกได้ทันทีว่าน้ำสูงถึงระดับไหน และระดับนั้นสัมพันธ์กับตำแหน่งชิ้นส่วนของเครื่องอย่างไร

ถ่ายรูปก่อนทำอะไรทั้งนั้น ถ่ายเส้นคราบน้ำเทียบกับตัวเครื่องจากหลายมุม ถ่ายป้ายเนมเพลท ถ่ายหน้าปัดชั่วโมงการใช้งาน ถ่ายภายในตู้ควบคุม ถ่ายสภาพห้อง จดวันเวลาที่น้ำเข้าและน้ำลด รูปเหล่านี้คือหลักฐานสำหรับบริษัทประกันภัย และเป็นข้อมูลที่ช่างซ่อมต้องใช้ในการประเมินก่อนเข้าหน้างาน การล้างโคลนออกก่อนถ่ายรูปคือการทำลายหลักฐานของตัวเอง

ตำแหน่งชิ้นส่วนแต่ละรุ่นแต่ละขนาดไม่เหมือนกัน แต่หลักการอ่านระดับน้ำใช้ได้กับทุกเครื่อง

ระดับน้ำเทียบกับตัวเครื่อง อะไรโดนบ้าง ความหมาย
ท่วมแค่ฐานและถังน้ำมันใต้ฐาน ฐานเหล็ก ถังน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดอยู่ในฐาน ช่องหายใจของถัง สายดิน เครื่องยนต์และไดปั่นไฟมักรอด แต่ต้องตรวจน้ำในถังน้ำมันแน่นอน เพราะช่องระบายอากาศของถังอยู่ต่ำกว่าที่หลายคนคิด
ถึงอ่างน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ และมอเตอร์สตาร์ท อ่างน้ำมันเครื่อง ก้านวัดน้ำมัน มอเตอร์สตาร์ท ไดชาร์จ แบตเตอรี่ ปั๊มเชื้อเพลิง ต้องถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนแบตเตอรี่ ถอดมอเตอร์สตาร์ทและไดชาร์จออกมาล้างอบ ขดลวดไดปั่นไฟอาจยังรอดถ้าอยู่สูงกว่าระดับนี้
ถึงตัวไดปั่นไฟและตู้ควบคุม ขดลวดสเตเตอร์ โรเตอร์ AVR คอนโทรลเลอร์ เบรกเกอร์ หัวฉีด ปั๊มหัวฉีด เข้าสู่โหมดฟื้นฟูเต็มรูปแบบ ต้องถอดไดปั่นไฟออกล้างอบวัดฉนวน และเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งชุด
ท่วมมิดถึงท่อไอดีและท่อไอเสีย กรองอากาศ ท่อร่วมไอดี เทอร์โบ หม้อพักไอเสีย ห้องเผาไหม้ มีน้ำในกระบอกสูบเกือบแน่นอน ห้ามหมุนเครื่องด้วยมอเตอร์สตาร์ทเด็ดขาด ต้องถอดหัวฉีดแล้วหมุนด้วยมือเพื่อไล่น้ำก่อน

เครื่องแบบตู้ครอบเก็บเสียง (Silent type) มีเรื่องต้องระวังเพิ่ม เพราะตู้ครอบทำให้มองไม่เห็นเส้นคราบน้ำบนตัวเครื่องจากภายนอก และในขณะเดียวกันฉนวนซับเสียงที่บุอยู่ด้านในตู้จะอมน้ำไว้เหมือนฟองน้ำ ทำให้ภายในตู้ชื้นต่อเนื่องอีกหลายวันแม้น้ำภายนอกจะลดไปแล้ว เปิดตู้ครอบทุกบานทันทีที่ทำได้เพื่อระบายความชื้น และอ่านเส้นคราบน้ำจากด้านในตู้แทน

5. ตรวจเครื่องยนต์ทีละขั้น จากข้างนอกเข้าข้างใน

เครื่องยนต์ดีเซลเป็นของทนทาน แต่มันทนได้ก็ต่อเมื่อไม่มีใครไปสตาร์ทมันทั้งที่ยังมีน้ำอยู่ข้างใน ลำดับการตรวจที่ถูกต้องคือไล่จากทางที่น้ำเข้าได้ง่ายที่สุดไปหาส่วนที่ลึกที่สุด

5.1 ทางเข้าอากาศ กรองอากาศ และเทอร์โบ

ถอดฝาครอบกรองอากาศออกดู ถ้าไส้กรองกระดาษเปียก ยุ่ย หรือมีคราบโคลน แปลว่าน้ำขึ้นถึงระดับนี้ และมีโอกาสสูงที่น้ำจะไหลต่อผ่านท่อร่วมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ ให้ทิ้งไส้กรองทันที ห้ามตากแดดเอากลับมาใช้ เพราะกระดาษกรองที่เคยเปียกจะเสียรูปและปล่อยฝุ่นผ่านได้ ถอดท่อยางไอดีออกส่องดูภายในท่อร่วมไอดีและใบพัดเทอร์โบ ถ้าเห็นคราบน้ำหรือโคลนในท่อร่วมไอดี ให้ถือว่ามีน้ำในกระบอกสูบไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มี

5.2 ท่อไอเสียและหม้อพัก

น้ำเข้าเครื่องยนต์ได้จากทางไอเสียเช่นกัน โดยเฉพาะเครื่องที่ปลายท่อไอเสียชี้ลงหรืออยู่ต่ำ น้ำจะขังในหม้อพักและอาจไหลย้อนผ่านวาล์วไอเสียที่เปิดค้างอยู่เข้าไปในกระบอกสูบใดสูบหนึ่ง ให้ถอดท่อไอเสียที่จุดต่ำสุดหรือคลายปลั๊กระบายน้ำของหม้อพัก (ถ้ามี) เพื่อระบายน้ำออก และตรวจว่ามีน้ำไหลออกจากท่อร่วมไอเสียหรือไม่

5.3 น้ำมันเครื่อง ตัวบ่งชี้ที่ซื่อสัตย์ที่สุด

ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู น้ำมันเครื่องที่มีน้ำปนจะเปลี่ยนจากสีดำใสเป็นสีน้ำตาลขุ่นคล้ายชาเย็นใส่นม และระดับน้ำมันจะสูงกว่าปกติเพราะมีน้ำไปเพิ่มปริมาตร ถ้าเห็นแบบนี้ให้ถ่ายน้ำมันเครื่องออกทั้งหมดผ่านปลั๊กถ่ายใต้อ่าง สังเกตว่าสิ่งที่ไหลออกมาช่วงแรกคือน้ำล้วนหรือไม่ (น้ำหนักกว่าน้ำมัน จึงอยู่ก้นอ่าง) ถ่ายจนหมดแล้วเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องใหม่ เติมน้ำมันเครื่องใหม่เข้าไป

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ต่อให้น้ำท่วมไม่ถึงฝาเติมน้ำมันเครื่องด้านบน น้ำก็ยังเข้าอ่างได้ผ่านช่องหายใจของห้องเครื่อง (breather) และปลายท่อก้านวัดน้ำมัน ซึ่งบางรุ่นอยู่ต่ำกว่าที่คิด ดังนั้นการตรวจน้ำมันเครื่องเป็นสิ่งที่ต้องทำกับเครื่องที่จมน้ำทุกเครื่อง ไม่ว่าเส้นคราบน้ำจะอยู่ตรงไหน

คู่มือฟื้นฟูรถแทรกเตอร์ดีเซลที่จมน้ำของหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนา แนะนำเพิ่มอีกขั้นที่ช่างเก่งๆ ทำกันคือ หลังจากฟื้นฟูและเดินเครื่องได้ไม่กี่ชั่วโมง ให้ถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งแล้วเติมใหม่อีกครั้ง เพราะน้ำและสิ่งสกปรกที่ค้างอยู่ตามซอกของเครื่องยนต์จะถูกน้ำมันเครื่องชุดแรกชะล้างออกมา น้ำมันชุดแรกจึงทำหน้าที่เป็นน้ำยาล้างมากกว่าน้ำมันหล่อลื่น

5.4 น้ำในกระบอกสูบ ขั้นตอนที่ตัดสินชะตาเครื่องยนต์

นี่คือหัวใจของการตรวจเครื่องยนต์ที่จมน้ำ และเป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนหมุนเครื่องยนต์ทุกกรณี วิธีที่ใช้กันเป็นมาตรฐานคือ

  1. ถอดหัวฉีดออกทุกสูบ (เครื่องเบนซินถอดหัวเทียน) เพื่อเปิดทางให้น้ำในห้องเผาไหม้มีที่ออก
  2. หมุนเครื่องยนต์ด้วยมือ ผ่านประแจที่โบลต์พูลเลย์เพลาข้อเหวี่ยง หรือผ่านเครื่องมือหมุนล้อช่วยแรง (barring tool) ในเครื่องใหญ่ หมุนช้าๆ ครบสองรอบเป็นอย่างน้อย น้ำที่ค้างอยู่จะถูกลูกสูบดันออกมาทางรูหัวฉีด
  3. ถ้าหมุนแล้วรู้สึกติดแข็งเป็นจังหวะ หยุดทันที อย่าฝืน แปลว่ามีน้ำหรือมีอะไรขวางอยู่ในสูบใดสูบหนึ่ง
  4. ถ้ามีกล้องส่องภายใน (borescope) ให้ส่องผ่านรูหัวฉีดดูผิวกระบอกสูบ มองหาคราบสนิมและรอยขีด
  5. เมื่อหมุนได้เรียบตลอดสองรอบและไม่มีน้ำออกมาแล้ว ฉีดน้ำมันหล่อลื่นแบบละอองเข้าไปในแต่ละสูบเล็กน้อยเพื่อเคลือบผิวกระบอกสูบกันสนิม แล้วหมุนอีกสองสามรอบ

เหตุผลที่ต้องหมุนด้วยมือไม่ใช่มอเตอร์สตาร์ทคือแรง มอเตอร์สตาร์ทออกแรงมหาศาลและไม่รู้จักหยุด ส่วนมือของช่างรู้สึกได้ทันทีเมื่อลูกสูบไปเจอของแข็งที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น ในเครื่องที่น้ำท่วมมิดและทิ้งไว้หลายวัน ผิวกระบอกสูบที่สัมผัสน้ำจะเริ่มเป็นสนิม ถ้าสนิมเกาะแหวนลูกสูบจนหมุนไม่ไป การฝืนหมุนจะทำให้แหวนหักหรือผิวกระบอกสูบเป็นรอย กรณีแบบนี้ต้องยกฝาสูบออกดูและอาจต้องคว้านหรือเปลี่ยนปลอกสูบ ซึ่งเป็นงานที่ควรทำในโรงงานซ่อม ไม่ใช่หน้างาน

5.5 ระบบเชื้อเพลิง น้ำที่มองไม่เห็นและแบคทีเรียที่ตามมา

ถังน้ำมันดีเซลมีช่องระบายอากาศเพื่อให้อากาศเข้าแทนที่น้ำมันที่ถูกใช้ไป ช่องนี้เองที่น้ำท่วมใช้เป็นทางเข้า ถังใต้ฐานเครื่องที่ดูปิดสนิทจึงมีน้ำปนอยู่ได้เสมอ วิธีตรวจคือเปิดวาล์วระบายก้นถัง (drain) แล้วรองดูของเหลวที่ออกมา น้ำจะออกมาก่อนเพราะหนักกว่าและตกอยู่ก้นถัง ถ้ามีน้ำให้ระบายจนกว่าจะเห็นน้ำมันดีเซลใสไหลออกมา กรณีน้ำเข้ามากหรือถังมีโคลน ต้องสูบน้ำมันออกทั้งหมด ล้างถัง แล้วเติมน้ำมันใหม่

จากนั้นเปลี่ยนไส้กรองเชื้อเพลิงและกรองดักน้ำ (water separator) ทั้งชุด ห้ามเสียดาย เพราะไส้กรองที่อิ่มน้ำแล้วจะปล่อยน้ำผ่านไปหาปั๊มหัวฉีดและหัวฉีด ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ทำงานด้วยระยะห่างระดับไมครอนและเสียหายจากสนิมได้ง่าย ถ้าน้ำท่วมถึงปั๊มหัวฉีดหรือหัวฉีดแบบคอมมอนเรล ควรถอดไปตรวจที่ร้านซ่อมหัวฉีดโดยเฉพาะ

ผลข้างเคียงที่โผล่มาทีหลังคือแบคทีเรียและเชื้อราในน้ำมัน (ที่ช่างเรียกกันว่า diesel bug) จุลินทรีย์พวกนี้เติบโตตรงรอยต่อระหว่างชั้นน้ำกับชั้นน้ำมันในถัง สร้างเมือกสีดำที่อุดไส้กรองซ้ำแล้วซ้ำอีกในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา เครื่องที่ผ่านน้ำท่วมจึงควรตรวจไส้กรองเชื้อเพลิงถี่กว่าปกติในช่วงสองสามเดือนแรก

5.6 ระบบระบายความร้อน

หม้อน้ำเป็นด่านหน้าที่รับโคลนเต็มๆ ครีบระบายความร้อนที่อุดด้วยโคลนแห้งจะทำให้เครื่องร้อนเกินภายในไม่กี่นาทีที่รับโหลด ล้างครีบด้วยน้ำแรงดันต่ำโดยฉีดสวนทางกับทิศทางลมของพัดลม (เครื่องส่วนใหญ่พัดลมเป่าลมจากฝั่งเครื่องยนต์ออกผ่านหม้อน้ำ จึงต้องฉีดจากด้านนอกย้อนเข้าหาเครื่องยนต์) ห้ามใช้แรงดันสูงเพราะครีบอะลูมิเนียมจะพับ ตรวจน้ำยาหล่อเย็นด้วยว่าปนเปื้อนหรือไม่ ถ้าฝาหม้อน้ำหรือถังพักน้ำสำรองจมน้ำ ให้ถ่ายน้ำยาหล่อเย็นทิ้งและเติมใหม่ ตรวจสายพานพัดลมว่าไม่มีโคลนเกาะร่องพูลเลย์ และหมุนพัดลมด้วยมือดูว่าลูกปืนไม่ฝืด

5.7 ไฟฟ้าของเครื่องยนต์ มอเตอร์สตาร์ท ไดชาร์จ เซนเซอร์ และ ECM

มอเตอร์สตาร์ทและไดชาร์จอยู่ต่ำ จึงจมน้ำก่อนเพื่อน ทั้งสองตัวเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าที่มีขดลวด แปรงถ่าน และลูกปืน แนวปฏิบัติที่ผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่อย่าง Freightliner เขียนไว้ในเอกสารแนะนำการซ่อมรถที่เสียหายจากน้ำท่วมคือ ให้ถอดออกมาทำให้แห้ง และแนะนำให้ทดสอบมอเตอร์สตาร์ทและไดชาร์จนอกตัวรถถ้าทำได้ ในทางปฏิบัติของเครื่องปั่นไฟ ช่างจะถอดออกมาล้าง เป่าแห้ง อบ ตรวจแปรงถ่าน คอมมิวเตเตอร์ของมอเตอร์สตาร์ท และสลิปริงของไดชาร์จ เปลี่ยนลูกปืน แล้วทดสอบบนโต๊ะก่อนใส่กลับ

ส่วนที่ไม่ควรเสียดายเลยคือกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องยนต์ (ECM หรือ ECU) ในเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารฉบับเดียวกันของ Freightliner ระบุตรงๆ ว่า หากกล่องควบคุมหรือโมดูลอิเล็กทรอนิกส์ใดจมน้ำ ควรเปลี่ยนใหม่ เหตุผลคือน้ำสกปรกที่ซึมเข้าไปในกล่องจะกัดกร่อนลายวงจรอย่างช้าๆ กล่องอาจทำงานได้ในวันนี้ แล้วเริ่มส่งค่าผิดเพี้ยนในอีกสามเดือนข้างหน้าโดยไม่มีสัญญาณเตือน ซึ่งสำหรับเครื่องสำรองไฟที่ต้องติดในคืนที่ไฟดับ ความไม่แน่นอนแบบนี้แพงกว่าราคากล่องมาก

ชุดสายไฟและขั้วต่อทั้งหมด ให้ปลดออกทีละจุด เป่าด้วยลมแห้ง ฉีดน้ำยาล้างหน้าสัมผัสไฟฟ้า ตรวจดูคราบเขียวของสนิมทองแดง แล้วใส่กลับพร้อมทาจาระบีกันความชื้นที่ขั้ว เซนเซอร์แรงดันน้ำมันเครื่อง เซนเซอร์อุณหภูมิ และเซนเซอร์รอบ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มันจะส่งค่าผิดจนเครื่องดับกลางคืนไฟดับ เปลี่ยนใหม่ทั้งชุดจะคุ้มกว่า

6. ตรวจไดปั่นไฟ (Alternator) ส่วนที่ต้องใช้เครื่องมือวัด ไม่ใช่สายตา

เครื่องยนต์ยังพอดูด้วยตาได้ว่ามีน้ำหรือไม่ แต่ขดลวดไดปั่นไฟไม่มีทางรู้ด้วยการมอง ขดลวดที่ดูแห้งสนิทจากภายนอกอาจยังชื้นอยู่ลึกในร่องสล็อต และความชื้นเพียงนิดเดียวตรงนั้นก็พอให้ไฟฟ้าแรงดัน 400 โวลต์หาทางลงแกนเหล็กได้ นี่คือส่วนที่ต้องมีเมกเกอร์ (Megohmmeter) และต้องมีคนที่อ่านค่าเป็น

6.1 ถอด ล้าง และดูด้วยตาก่อน

ถอดฝาครอบไดปั่นไฟออกให้หมด ทั้งฝาช่องลมเข้า ฝากล่องต่อสาย และฝา AVR แนวทางของ EASA ซึ่งเป็นสมาคมผู้ให้บริการซ่อมเครื่องจักรไฟฟ้าระดับสากล แนะนำให้ถอดประกอบมอเตอร์ที่จมน้ำ (ไดปั่นไฟใช้หลักการเดียวกัน)แล้วล้างขดลวดสเตเตอร์และโรเตอร์ด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดัน สำหรับกรณีน้ำจืด ส่วนกรณีน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย ต้องแช่สเตเตอร์และโรเตอร์ในน้ำจืดที่มีการกวนตลอดเวลานาน 8 ชั่วโมงเพื่อละลายเกลือออกจากขดลวดก่อน เพราะเกลือที่แห้งติดขดลวดจะดูดความชื้นกลับมาและนำไฟฟ้าได้ตลอดอายุเครื่อง

ระหว่างล้าง ให้ดูสภาพวานิชเคลือบขดลวดว่าลอก บวม หรือเปลี่ยนสีหรือไม่ ดูลิ่มสล็อต (slot wedge) ว่ายังแน่น ดูไดโอดหมุน (rotating rectifier) ที่ปลายเพลาว่ามีคราบกัดกร่อนหรือไม่ และดูช่องระบายอากาศว่าไม่มีโคลนอุด

6.2 อบแห้ง ช้าและสม่ำเสมอชนะเร็วและร้อน

ขดลวดที่ล้างแล้วต้องอบให้แห้งก่อนวัดค่าใดๆ ตัวเลขจาก EASA ที่ใช้อ้างอิงกันคือ ควบคุมอุณหภูมิของชิ้นส่วนไม่ให้เกิน 120 องศาเซลเซียส และกระจายความร้อนให้สม่ำเสมอทั่วทั้งขดลวด สำหรับขดลวดที่มีเซนเซอร์อุณหภูมิฝังอยู่ การอบที่ราว 93 องศาเซลเซียสนาน 6 ถึง 8 ชั่วโมงมักเพียงพอ การเร่งอุณหภูมิให้สูงกว่านั้นเพื่อให้แห้งเร็วเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะไอน้ำที่ระเหยอย่างรวดเร็วจากในร่องสล็อตจะดันวานิชให้พองและแตก

ในโรงงานซ่อมจะใช้ตู้อบควบคุมอุณหภูมิ หน้างานที่ไม่มีตู้อบ ช่างจะสร้างเต็นท์คลุมไดปั่นไฟด้วยผ้าใบกันความร้อน แล้วใช้เครื่องเป่าลมร้อนหรือหลอดให้ความร้อนเป่าเข้าไปพร้อมวัดอุณหภูมิตลอดเวลา ระหว่างอบ ช่างจะวัดค่าฉนวนเป็นระยะ ค่าที่วัดได้จะค่อยๆ ไต่ขึ้นเมื่อความชื้นระเหยออก และจะหยุดนิ่งเมื่อขดลวดแห้งจริง จุดที่ค่าหยุดไต่คือจุดที่ควรหยุดอบ ไม่ใช่นาฬิกา

6.3 วัดค่าความเป็นฉนวน ตัวเลขที่ตัดสินว่ารอดหรือพันใหม่

การวัดค่าความเป็นฉนวน (Insulation Resistance หรือ IR) คือการจ่ายไฟกระแสตรงแรงดันสูงเข้าขดลวดเทียบกับโครงเครื่อง แล้ววัดว่ามีกระแสรั่วผ่านฉนวนลงโครงมากแค่ไหน ยิ่งค่าความต้านทานสูงยิ่งดี มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงทั่วโลกคือ IEEE Std 43 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เรื่องการทดสอบความต้านทานฉนวนของเครื่องจักรไฟฟ้าแบบหมุน และเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ NEMA GD 1 ระบุให้ใช้ประเมินมอเตอร์ที่เสียหายจากน้ำ

รายการ ค่าตามแนวทาง IEEE 43 หมายเหตุสำหรับเครื่องปั่นไฟทั่วไป
แรงดันทดสอบ ขดลวดพิกัดต่ำกว่า 1,000 โวลต์ ใช้ไฟทดสอบ 500 โวลต์กระแสตรง เครื่องปั่นไฟ 380/400 โวลต์ทุกขนาดอยู่ในกลุ่มนี้ ห้ามใช้ย่าน 1,000 หรือ 2,500 โวลต์กับขดลวดที่ยังชื้น
ค่าต่ำสุดที่ยอมรับได้ (IR ที่ 1 นาที) 5 เมกะโอห์ม สำหรับขดลวดแบบพันสุ่ม (random-wound) และขดลวดทุกแบบที่พิกัดต่ำกว่า 1 กิโลโวลต์ ไดปั่นไฟแรงต่ำแทบทุกตัวใช้เกณฑ์นี้ ค่าที่ต่ำกว่า 5 เมกะโอห์มหลังอบแล้ว ถือว่าไม่ผ่าน
ค่าต่ำสุด ขดลวดแบบพันขึ้นรูป (form-wound) สูงกว่า 1 กิโลโวลต์ ผลิตหลังปี 1970 100 เมกะโอห์ม ใช้กับเครื่องแรงสูงที่พิกัดเกิน 1 kV เช่น 3.3 kV และ 6.6 kV ซึ่งพบในโรงงานขนาดใหญ่
สูตรเก่าสำหรับเครื่องยุคก่อนปี 1970 1 เมกะโอห์มต่อทุก 1 กิโลโวลต์ของพิกัด บวก 1 เมกะโอห์ม ที่มาของกฎที่ช่างรุ่นเก่าท่องกันว่า kV บวก 1
อุณหภูมิอ้างอิง ปรับค่าที่วัดได้มาที่ 40 องศาเซลเซียส ค่า IR ลดลงราวครึ่งหนึ่งทุกครั้งที่อุณหภูมิขดลวดสูงขึ้นประมาณ 10 องศา วัดตอนขดลวดยังร้อนจากการอบจึงได้ค่าต่ำกว่าจริง
ดัชนีโพลาไรเซชัน (PI) = IR ที่ 10 นาที หารด้วย IR ที่ 1 นาที ไม่ต่ำกว่า 2.0 สำหรับฉนวนคลาส B, F และ H (คลาส A ใช้ 1.5) ค่า PI ต่ำใกล้ 1 แปลว่าฉนวนยังชื้นหรือสกปรก แม้ค่า IR จะผ่านเกณฑ์ก็ควรอบต่อ

ตัวเลขในตารางเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ไดปั่นไฟใหม่ที่แห้งสนิทวัดได้หลายร้อยถึงหลายพันเมกะโอห์ม ดังนั้นเครื่องที่อบแล้ววัดได้ 6 เมกะโอห์มแม้จะผ่านเกณฑ์ตามตัวเลข แต่ช่างที่ระวังจะยังไม่ยอมจ่ายโหลด และจะอบต่อจนค่าขึ้นไปนิ่งที่ระดับสูงกว่านั้นมาก แนวทางของ EASA พูดเรื่องนี้ไว้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าอบแล้ววัดไม่ผ่านให้อบซ้ำแล้ววัดใหม่ และมอเตอร์ที่ไม่ผ่านการทดสอบฉนวนเป็นครั้งที่สองควรพันขดลวดใหม่

ข้อควรระวังเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างวัด ก่อนจ่ายไฟทดสอบเข้าขดลวด ต้องปลดสายของ AVR ไดโอดหมุน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกตัวออกจากขดลวดก่อน ไม่อย่างนั้นแรงดันทดสอบ 500 โวลต์จะทะลุไดโอดและแผงวงจรทันที เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนที่ยืมเมกเกอร์มาวัดเอง

6.4 หลังวัดผ่านแล้ว ยังไม่จบ

บทความของ Megger ผู้ผลิตเครื่องมือทดสอบฉนวนรายใหญ่ เรื่องการกู้อุปกรณ์ที่เสียหายจากน้ำท่วม แนะนำว่าให้ถอดชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาล้างหรือทำความสะอาดด้วยไอน้ำ ยกเว้นตลับลูกปืน ซึ่งในทางปฏิบัติช่างจะเปลี่ยนใหม่มากกว่าล้าง เพราะจาระบีในลูกปืนที่โดนน้ำจะเสื่อมและกลายเป็นสนิมภายในโดยที่หมุนดูจากภายนอกยังลื่นอยู่ และหลังอบแห้งควรเคลือบวานิชขดลวดใหม่ เนื่องจากวานิชเดิมมักเสียหายจากการแช่น้ำและการล้าง การเคลือบใหม่จะช่วยปิดรูพรุนเล็กๆ ที่ความชื้นจะกลับเข้าไปได้ในหน้าฝนถัดไป

ส่วน AVR ให้เปลี่ยนใหม่โดยไม่ต้องคิดมาก มันคือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาไม่กี่พันถึงหลักหมื่นบาท เทียบกับความเสี่ยงที่แรงดันไฟออกมาไม่นิ่งแล้วทำอุปกรณ์ทั้งอาคารเสียหาย ถือว่าถูกมาก อ่านเพิ่มเติมเรื่องอาการเสียของ AVR ได้ในบทความ วิธีตรวจเช็คและบำรุงรักษา AVR เครื่องปั่นไฟ และถ้าหลังซ่อมแล้วเครื่องติดแต่ไม่มีไฟออก บทความ เครื่องปั่นไฟติดแต่ไฟไม่ออก ไล่สาเหตุไว้ให้แล้ว

7. ตู้ควบคุม เบรกเกอร์ และ ATS อะไรซ่อมได้ อะไรต้องทิ้ง ตามตาราง NEMA

ส่วนนี้คือส่วนที่คนชอบเสียดายมากที่สุด เพราะแผงวงจรที่เช็ดแห้งแล้วดูเหมือนใหม่ แต่ตาราง NEMA GD 1 ซึ่งแบ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่โดนน้ำออกเป็นสองกลุ่มคือ ต้องเปลี่ยน กับ อาจฟื้นฟูได้โดยต้องปรึกษาผู้ผลิต ให้คำตอบที่ค่อนข้างเด็ดขาด

อุปกรณ์ คำแนะนำตาม NEMA GD 1 ในเครื่องปั่นไฟคือชิ้นไหน
เบรกเกอร์แบบ Molded-case เปลี่ยน เบรกเกอร์ขาออกของเครื่องปั่นไฟทุกขนาด
ฟิวส์แรงต่ำ เปลี่ยน ฟิวส์ในตู้ควบคุมและวงจร AVR
สวิตช์และอุปกรณ์เดินสาย เปลี่ยน สวิตช์กุญแจ ปุ่มหยุดฉุกเฉิน ปลั๊กและเต้ารับบนเครื่องเล็ก
อุปกรณ์ที่มีเซมิคอนดักเตอร์และทรานซิสเตอร์ รีเลย์ป้องกันแบบอิเล็กทรอนิกส์ มิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสัญญาณ ระบบป้องกัน และระบบสื่อสาร เปลี่ยน คอนโทรลเลอร์ AVR ชุดแปลงแรงดัน โมดูลสื่อสาร มิเตอร์ดิจิทัล ชุดชาร์จแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ เปลี่ยน แบตเตอรี่สตาร์ท
หม้อแปลงแห้งทุกขนาด รวมหม้อแปลงควบคุม เปลี่ยน หม้อแปลงกระแส (CT) และหม้อแปลงควบคุมในตู้
คอนแทกเตอร์และสตาร์ทเตอร์แบบแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมดา รีเลย์ป้องกันแบบกลไก อาจฟื้นฟูได้ โดยปรึกษาผู้ผลิต คอนแทกเตอร์ในตู้ ATS แบบเก่า รีเลย์ธรรมดา
สวิตช์เกียร์แรงต่ำและแรงกลาง เบรกเกอร์แบบ Power circuit breaker อาจฟื้นฟูได้ โดยปรึกษาผู้ผลิต ตู้สวิตช์เกียร์ของอาคารขนาดใหญ่
มอเตอร์ อาจฟื้นฟูได้ โดยอ้างอิง IEEE 43 และ EASA AR100 มอเตอร์สตาร์ท มอเตอร์ปั๊มน้ำมัน และเทียบเคียงใช้กับไดปั่นไฟและไดชาร์จซึ่งเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าแบบหมุนเหมือนกัน

เห็นภาพชัดขึ้นไหมครับ ตู้ควบคุมของเครื่องปั่นไฟยุคปัจจุบันมีหัวใจเป็นคอนโทรลเลอร์ดิจิทัล ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ NEMA บอกว่าให้เปลี่ยน เหตุผลที่เอกสารให้ไว้คือ สิ่งปนเปื้อนในน้ำท่วมทำให้เกิดการกัดกร่อนของชิ้นส่วน การลัดวงจรหรือการเปลี่ยนแปลงลายวงจรพิมพ์ และเปลี่ยนคุณลักษณะของวงจร แผงที่ทำงานได้ในวันที่ทดสอบจึงไม่ได้รับประกันว่าจะทำงานในคืนที่ไฟดับจริง สำหรับเครื่องเล็กที่คอนโทรลเลอร์เป็นแค่สวิตช์กับมิเตอร์เข็ม ต้นทุนเปลี่ยนไม่กี่ร้อยถึงไม่กี่พันบาท สำหรับเครื่องใหญ่ที่ใช้คอนโทรลเลอร์รุ่นสื่อสารได้ ต้นทุนหลักหมื่นขึ้นไป แต่ยังถูกกว่าไดปั่นไฟหรือเครื่องยนต์หลายเท่า

ตู้ ATS ที่สับโอนไฟระหว่างการไฟฟ้ากับเครื่องปั่นไฟ มักติดตั้งแยกอยู่ที่ห้องไฟของอาคาร ถ้าห้องไฟจมน้ำด้วย NEMA ไม่ได้ระบุ ATS แยกไว้ในตาราง จึงต้องเทียบเคียงกับคอนแทกเตอร์และสวิตช์เกียร์ คือชุดคอนโทรลของ ATS เป็นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเปลี่ยน ส่วนชุดสวิตช์กำลังแบบกลไกให้ปรึกษาผู้ผลิตก่อนตัดสินใจฟื้นฟู และต้องวัดค่าฉนวนของบัสบาร์และสายกำลังก่อนจ่ายไฟทุกครั้ง แนวทางของ Megger ระบุตัวเลขสำหรับตู้สวิตช์และอุปกรณ์ควบคุมที่ล้างและอบแล้วว่า ต้องได้ค่าความเป็นฉนวนอย่างน้อย 2 เมกะโอห์มก่อนจ่ายไฟ ทำความเข้าใจการทำงานของ ATS เพิ่มได้ในบทความ ATS คืออะไร

8. แบตเตอรี่ ตู้ครอบ ฐาน และสายดิน ส่วนที่มักถูกลืม

แบตเตอรี่ เปลี่ยนใหม่ทุกกรณี NEMA GD 1 อธิบายว่าเมื่อแบตเตอรี่สัมผัสความชื้น ส่วนโลหะภายนอกเช่นขั้วและเปลือกจะเป็นสนิมและกัดกร่อน โดยน้ำเค็มยิ่งเร่งการกัดกร่อน และหากแช่นานอาจกร่อนทะลุจนสารเคมีภายในรั่วออกมา แบตเตอรี่ที่จมน้ำแล้วยังวัดแรงดันได้ 12 โวลต์จึงไม่ใช่แบตเตอรี่ที่ไว้ใจได้ในคืนไฟดับ ระหว่างรอเปลี่ยน ให้ถอดออกจากเครื่องและวางไว้ในที่ระบายอากาศดี

ตู้ครอบเก็บเสียง ฉนวนซับเสียงที่บุภายในตู้เป็นโฟมซับเสียงหรือแผ่นใยแก้วที่อมน้ำ ถ้าปล่อยไว้จะเป็นแหล่งความชื้นถาวรในตู้ ทำให้ขดลวดที่อบแห้งแล้วกลับมาชื้นใหม่ และเป็นแหล่งเชื้อรา ส่วนใหญ่ต้องรื้อออกและบุใหม่ ระหว่างซ่อมให้เปิดบานตู้ทุกบานทิ้งไว้เพื่อระบายความชื้น

ฐานและถังน้ำมันใต้ฐาน ตรวจตามข้อ 5.5 เรื่องน้ำในถัง และตรวจสนิมที่ฐานเหล็ก ยางแท่นเครื่อง (anti-vibration mount) ที่แช่น้ำมันปนน้ำอาจบวมและเสื่อม ให้สังเกตว่าเครื่องยังนั่งได้ระดับหรือไม่

สายดิน ขั้วต่อสายดินที่ฐานเครื่องและแท่งหลักดินมักถูกโคลนกลบและกัดกร่อน ต้องถอดขัดทำความสะอาดและขันให้แน่นใหม่ เพราะสายดินคือด่านสุดท้ายที่ป้องกันไฟดูดหากขดลวดที่ซ่อมแล้วเกิดรั่วลงโครง

9. น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำโคลน น้ำเสีย ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ช่างซ่อมจะถามเป็นข้อแรกๆ คือ น้ำที่ท่วมเป็นน้ำอะไร เพราะมันเปลี่ยนแผนการซ่อมทั้งหมด

  • น้ำจืดสะอาด เช่นน้ำฝนหรือน้ำจากท่อประปาแตก เป็นกรณีที่ดีที่สุด ล้าง อบ วัด แล้วส่วนใหญ่กลับมาใช้ได้
  • น้ำโคลน คือน้ำท่วมทั่วไปในประเทศไทย โคลนละเอียดแทรกเข้าไปในร่องสล็อตของขดลวดและช่องระบายอากาศ ต้องล้างด้วยแรงดันและอาจต้องล้างซ้ำหลายรอบ
  • น้ำเค็มหรือน้ำกร่อย ในพื้นที่ชายฝั่งและปากแม่น้ำ NEMA GD 1 ระบุว่าน้ำทะเลและละอองเกลือสร้างความเสียหายรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะคราบเกลือที่เหลืออยู่ทั้งกัดกร่อนและนำไฟฟ้า จึงต้องผ่านขั้นตอนแช่น้ำจืดตามข้อ 6.1 และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่โดนน้ำเค็มไม่ควรพยายามกู้เลย
  • น้ำเสียหรือน้ำปนสารเคมี จากโรงงาน คลังเก็บสารเคมี หรือระบบบำบัด NEMA เตือนว่าน้ำท่วมที่ปนสารเคมี สิ่งปฏิกูล น้ำมัน และเศษขยะสร้างความเสียหายได้เพิ่มเติม และเป็นอันตรายต่อผู้เข้าตรวจด้วย

10. เวลาเป็นศัตรู ทำไมต้องรีบแม้ยังไม่พร้อมซ่อม

วินาทีที่น้ำลดและอากาศเข้าถึงโลหะเปียก สนิมเริ่มทำงาน ผิวกระบอกสูบที่ไม่มีฟิล์มน้ำมันปกป้อง ลูกปืนที่จาระบีถูกน้ำชะออก และหน้าสัมผัสทองแดงในตู้ควบคุม ล้วนเสื่อมสภาพต่อเนื่องทุกวันที่เครื่องถูกทิ้งไว้ในสภาพชื้น เครื่องที่ถูกจัดการภายในไม่กี่วันหลังน้ำลดกับเครื่องที่ถูกทิ้งไว้เป็นเดือน มีค่าซ่อมต่างกันมาก

ถ้ายังไม่พร้อมซ่อมเต็มรูปแบบ อย่างน้อยให้ทำสี่อย่างนี้ทันที

  1. ถอดแบตเตอรี่ออก และปลดเบรกเกอร์
  2. ถ่ายน้ำมันเครื่องที่ปนน้ำทิ้ง เติมน้ำมันเครื่องใหม่แม้จะต้องถ่ายทิ้งอีกครั้งตอนซ่อมจริง เพื่อให้ชิ้นส่วนภายในมีฟิล์มน้ำมันเคลือบกันสนิม
  3. ถอดหัวฉีด หมุนเครื่องด้วยมือไล่น้ำ แล้วฉีดน้ำมันหล่อลื่นเข้ากระบอกสูบ
  4. เปิดตู้ครอบและฝาครอบไดปั่นไฟทุกบาน ให้ลมผ่าน ถ้ามีพัดลมหรือเครื่องลดความชื้นให้เปิดทิ้งไว้

สี่ข้อนี้ใช้เวลาไม่มากเมื่อเทียบกับค่าซ่อมที่ประหยัดได้ และซื้อเวลาให้เจ้าของเครื่องได้อีกหลายสัปดาห์ในการตัดสินใจ

11. สตาร์ทครั้งแรกหลังฟื้นฟู ทำเหมือนเครื่องใหม่ที่ยังไม่ไว้ใจ

เมื่อทุกระบบผ่านการตรวจ เปลี่ยนของที่ต้องเปลี่ยน อบและวัดฉนวนผ่านแล้ว การสตาร์ทครั้งแรกยังต้องมีลำดับ

  1. ยืนยันอีกครั้งว่าน้ำมันเครื่องใหม่ ไส้กรองใหม่ทั้งน้ำมันเครื่อง เชื้อเพลิง และอากาศ น้ำยาหล่อเย็นเต็ม แบตเตอรี่ใหม่ และเบรกเกอร์ขาออกอยู่ในตำแหน่งปลด
  2. ใช้คันโยกหรือโซลินอยด์หยุดเชื้อเพลิง (หรือโหมดหมุนเครื่องโดยไม่จ่ายเชื้อเพลิงของคอนโทรลเลอร์) แล้วหมุนเครื่องด้วยมอเตอร์สตาร์ทช่วงสั้นๆ เพื่อสร้างแรงดันน้ำมันเครื่องก่อนเครื่องติดจริง คู่มือเครื่องยนต์ส่วนใหญ่กำหนดให้สตาร์ทต่อเนื่องไม่เกินราว 30 วินาทีต่อครั้ง แล้วพักให้มอเตอร์สตาร์ทเย็นก่อนสตาร์ทซ้ำ
  3. สตาร์ทจริง เดินเบาโดยไม่จ่ายโหลด สังเกตแรงดันน้ำมันเครื่องว่าขึ้นภายในไม่กี่วินาที ฟังเสียงเคาะ ดูสีควัน ควันขาวช่วงแรกจากความชื้นในท่อไอเสียเป็นเรื่องปกติ แต่ควันขาวที่ไม่หายไปหลังเครื่องร้อนแปลว่ายังมีน้ำเข้าห้องเผาไหม้
  4. เดินเบาจนอุณหภูมิเครื่องขึ้นถึงระดับทำงาน ตรวจการรั่วซึมทุกจุด แล้วดับเครื่อง ถ่ายน้ำมันเครื่องออกดูอีกครั้งว่ายังมีน้ำปนหรือไม่
  5. วัดแรงดันและความถี่ไฟฟ้าขาออกโดยไม่จ่ายโหลด ต้องนิ่งที่ค่าพิกัด
  6. จ่ายโหลดแบบเป็นขั้น เริ่มที่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ไต่ขึ้นทีละขั้น พร้อมวัดอุณหภูมิขดลวดและกระแสแต่ละเฟส
  7. ปิดท้ายด้วยการทดสอบจ่ายโหลดเต็มพิกัดด้วย Load Bank ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงที่สุดในการพิสูจน์ว่าเครื่องกลับมาทำงานได้เต็มร้อยจริง อ่านรายละเอียดวิธีทดสอบและเกณฑ์ผ่านได้ในบทความ Load Test เครื่องปั่นไฟคืออะไร

12. ซ่อม หรือ เปลี่ยน หรือ เทิร์น คิดอย่างไรให้ไม่เสียใจทีหลัง

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว แต่มีวิธีคิดที่ใช้ได้กับทุกเครื่อง

ปัจจัย โน้มไปทางซ่อม โน้มไปทางเปลี่ยนหรือเทิร์น
ระดับน้ำ ไม่ถึงไดปั่นไฟและตู้ควบคุม ท่วมมิดถึงท่อไอดี และทิ้งไว้นานก่อนจัดการ
ผลตรวจเครื่องยนต์ หมุนด้วยมือได้เรียบ ไม่มีสนิมในกระบอกสูบ ก้านสูบงอ ปลอกสูบเป็นสนิมลึก ต้อง overhaul ทั้งท่อนล่าง
ผลวัดฉนวน อบแล้วผ่านเกณฑ์และค่านิ่งในระดับสูง อบสองรอบแล้วยังไม่ผ่าน ต้องพันขดลวดใหม่
อายุและชั่วโมงใช้งาน เครื่องอายุไม่มาก ชั่วโมงต่ำ อะไหล่หาง่าย เครื่องเก่า อะไหล่หายาก ใกล้หมดอายุใช้งานอยู่แล้ว
ชนิดของน้ำ น้ำจืด น้ำโคลนธรรมดา น้ำเค็ม น้ำปนสารเคมี
ค่าซ่อมรวมเทียบมูลค่าเครื่อง ค่าซ่อมต่ำกว่ามูลค่าเครื่องอย่างชัดเจน ค่าซ่อมเข้าใกล้ราคาเครื่องมือสองสภาพดี หรือเกินครึ่งของเครื่องใหม่
ความต้องการใช้งาน โหลดเท่าเดิม เครื่องขนาดพอดีอยู่แล้ว โหลดเพิ่มขึ้นจนเครื่องเดิมเล็กไป อยากได้เครื่องใหม่อยู่แล้ว

จุดที่คนมักมองข้ามคือแถวสุดท้าย น้ำท่วมคือจังหวะที่ธุรกิจจำนวนมากใช้ทบทวนว่าเครื่องเดิมยังพอกับโหลดปัจจุบันหรือไม่ ถ้าเครื่อง 200 kVA ที่ซื้อมาสิบปีก่อนถูกใช้จนเต็มพิกัดมาสองปีแล้ว การเอาเงินก้อนใหญ่ไปซ่อมมันอาจไม่ฉลาดเท่าการเทิร์นเป็นเครื่อง 300 kVA ที่รองรับแผนขยายโรงงาน อ่านเรื่องอายุการใช้งานที่ควรคาดหวังจากเครื่องปั่นไฟได้ในบทความ เครื่องปั่นไฟใช้ได้กี่ปี

13. บริการฟื้นฟูเครื่องปั่นไฟหลังน้ำท่วม โดย S.E.A. Power Gent

ทุกขั้นตอนที่เล่ามาข้างบน ทีมช่างของเราทำเองทั้งหมด ตั้งแต่การประเมินหน้างานจนถึงการทดสอบส่งมอบ และเพราะเรามีโรงงานซ่อมของตัวเองที่สมุทรสาคร เครื่องที่ต้องรื้อลึกจึงไม่ต้องรอคิวจากผู้รับเหมาช่วง

ตรวจประเมินหน้างาน

ส่งรูปเส้นคราบน้ำ เนมเพลท และสภาพห้องเครื่องมาทาง LINE หรือโทร 097-146-3594 ทีมงานจะประเมินเบื้องต้นและนัดช่างเข้าตรวจถึงที่ทั่วประเทศ การเข้าตรวจเครื่องหน้างานผ่านบริการ S.E.A. Care ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่างจะดำเนินขั้นตอนเร่งด่วนตามข้อ 10 เพื่อหยุดความเสียหาย และวัดค่าฉนวนเบื้องต้นเพื่อประเมินว่าเครื่องอยู่ในกลุ่มซ่อมหน้างานได้ ต้องยกกลับโรงงาน หรือควรพิจารณาเทิร์น

ซ่อมและฟื้นฟูเต็มรูปแบบ

  • ไดปั่นไฟ ถอดล้าง อบแห้งควบคุมอุณหภูมิ วัดค่าฉนวนและ PI ตาม IEEE 43 เคลือบวานิชใหม่ เปลี่ยนลูกปืน เปลี่ยน AVR และไดโอดหมุน กรณีอบสองรอบแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ เราพันขดลวดสเตเตอร์และโรเตอร์ใหม่ได้
  • เครื่องยนต์ ถ่ายของเหลวทุกระบบ ล้างถังน้ำมัน ถอดหัวฉีดไล่น้ำ ส่องกระบอกสูบ และหากพบความเสียหายภายใน เราถอดฝาสูบ ตรวจก้านสูบ และ overhaul เครื่องยนต์ Cummins SDEC Mitsubishi และเครื่องยนต์ดีเซลยี่ห้ออื่นได้ที่โรงงานของเรา
  • ระบบควบคุม เปลี่ยนคอนโทรลเลอร์ AVR เบรกเกอร์ รีเลย์ เซนเซอร์ ชุดสายไฟ และแบตเตอรี่ตามตาราง NEMA พร้อมตั้งค่าและทดสอบการทำงานร่วมกับ ATS ของอาคาร
  • ยกเครื่องกลับโรงงาน เครื่องที่ต้องรื้อลึก เรามีทีมยกและรถขนส่งของเราเอง ยกเครื่องจากหน้างานกลับมาซ่อมที่โรงงานสมุทรสาคร แล้วนำกลับไปติดตั้งและทดสอบส่งมอบที่หน้างาน
  • ทดสอบส่งมอบ เครื่องที่ผ่านการฟื้นฟูสามารถทดสอบจ่ายโหลดด้วย Load Bank พร้อมออกรายงานผลค่าฉนวน แรงดัน ความถี่ และอุณหภูมิ เพื่อให้เจ้าของเครื่องและบริษัทประกันภัยมีเอกสารยืนยัน

ดูรายละเอียดบริการซ่อมและบำรุงรักษาทั้งหมดได้ที่หน้า บริการซ่อมเครื่องปั่นไฟและ PM

รับซื้อและรับเทิร์นเครื่องปั่นไฟที่จมน้ำ ทุกสภาพ

ถ้าผลตรวจบอกว่าซ่อมไม่คุ้ม หรือคุณตัดสินใจถือโอกาสนี้เปลี่ยนเป็นเครื่องที่ใหญ่ขึ้นหรือใหม่กว่า เรารับซื้อและรับเทิร์นเครื่องปั่นไฟที่ผ่านน้ำท่วมมาแล้วทุกสภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่ยังหมุนได้ เครื่องที่ก้านสูบงอ หรือเครื่องที่ขดลวดไหม้ไปแล้ว ราคาประเมินตามสภาพจริงหลังจากช่างของเราเข้าตรวจ ไม่ใช่ราคาเหมาจากรูปถ่าย เพราะเรารู้ว่าเครื่องที่ดูเหมือนพังจากภายนอกอาจมีเครื่องยนต์ที่ยังดีอยู่ข้างใน และในทางกลับกัน เมื่อตกลงราคาแล้ว ทีมขนย้ายของเรารับผิดชอบยกเครื่องออกจากหน้างานเอง

เครื่องที่รับเทิร์นสามารถใช้เป็นส่วนลดสำหรับเครื่องใหม่ในกลุ่ม Cummins SDEC และ Mitsubishi หรือเครื่องมือสองสภาพคัดเกรดจากสต็อกของเรา ดูขั้นตอนและข้อมูลที่ต้องเตรียมได้ที่หน้า รับซื้อเครื่องปั่นไฟมือสอง

ธุรกิจหยุดรอไม่ได้ ระหว่างซ่อมมีเครื่องให้เช่า

การฟื้นฟูเครื่องที่จมน้ำแบบเต็มรูปแบบใช้เวลาหลายสัปดาห์ โรงงานและอาคารที่ต้องมีไฟสำรองตามกฎหมายหรือตามสัญญาลูกค้า สามารถเช่าเครื่องปั่นไฟจากฟลีตของเราไปใช้ชั่วคราวระหว่างซ่อมได้ ดูรายละเอียดที่หน้า เช่าเครื่องปั่นไฟ

14. ป้องกันครั้งหน้า สิ่งที่ควรเปลี่ยนตอนติดตั้งเครื่องกลับ

ถ้าน้ำท่วมมาครั้งหนึ่งแล้ว มันจะมาอีก การติดตั้งเครื่องที่ซ่อมเสร็จหรือเครื่องใหม่กลับไปที่เดิมในระดับเดิมคือการรอวันซ่อมรอบสอง สิ่งที่ควรทำคือ

  • ยกฐานเครื่องให้สูงกว่าเส้นคราบน้ำครั้งล่าสุด และเผื่อไว้อีก
  • ย้ายตู้ควบคุม แบตเตอรี่ และตู้ ATS ขึ้นที่สูง แม้ตัวเครื่องจะยกไม่ได้ ตู้ควบคุมก็แยกไปติดผนังในระดับสูงได้
  • ยกปลายท่อไอเสียและช่องหายใจของถังน้ำมันให้พ้นระดับน้ำ
  • เตรียมแผนถอดแบตเตอรี่และปลดเบรกเกอร์เมื่อมีประกาศเตือนน้ำท่วม

แนวทางเตรียมตัวก่อนน้ำมาและการใช้เครื่องปั่นไฟระหว่างน้ำท่วมอย่างปลอดภัย อ่านต่อได้ในบทความ เครื่องปั่นไฟกับแนวทางรับมือน้ำท่วม และเรื่องเครื่องโดนฝนซึ่งเบากว่าน้ำท่วมแต่คนพลาดบ่อย ในบทความ เครื่องปั่นไฟตากฝนได้ไหม

15. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องปั่นไฟที่จมน้ำ

เครื่องปั่นไฟจมน้ำ ลองสตาร์ทดูก่อนได้ไหมว่าติดหรือเปล่า

ไม่ได้ และนี่คือความผิดพลาดที่แพงที่สุด เครื่องยนต์ที่มีน้ำค้างในกระบอกสูบจะเกิด Hydrolock ทำให้ก้านสูบงอทันทีที่มอเตอร์สตาร์ทหมุน ส่วนขดลวดไดปั่นไฟที่ยังชื้นจะลัดวงจรและไหม้เมื่อเริ่มสร้างแรงดัน ต้องถอดแบตเตอรี่ ถ่ายน้ำมันเครื่อง ถอดหัวฉีดหมุนเครื่องด้วยมือไล่น้ำ และวัดค่าฉนวนขดลวดให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเสมอ

เครื่องปั่นไฟที่จมน้ำแล้ว ซ่อมได้จริงหรือต้องทิ้งอย่างเดียว

ส่วนใหญ่ซ่อมได้ แนวทาง NEMA GD 1 จัดมอเตอร์ไว้ในกลุ่มที่อาจฟื้นฟูได้โดยอ้างอิงมาตรฐาน IEEE 43 และ EASA AR100 ซึ่งไดปั่นไฟใช้หลักการเดียวกัน ส่วนที่ต้องเปลี่ยนแน่นอนคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เบรกเกอร์ ฟิวส์ และแบตเตอรี่ เครื่องยนต์และไดปั่นไฟซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดกลับเป็นส่วนที่มีโอกาสฟื้นฟูสูง หากไม่ถูกสตาร์ทและได้รับการจัดการภายในไม่กี่วันหลังน้ำลด

ค่าฉนวนขดลวดต้องได้เท่าไรถึงจะใช้เครื่องได้

ตามแนวทาง IEEE 43 ขดลวดพิกัดต่ำกว่า 1 กิโลโวลต์ซึ่งครอบคลุมเครื่องปั่นไฟ 380 ถึง 400 โวลต์ทั่วไป ต้องวัดได้ไม่ต่ำกว่า 5 เมกะโอห์มด้วยแรงดันทดสอบ 500 โวลต์กระแสตรง เมื่อปรับค่ามาที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส และดัชนีโพลาไรเซชันควรไม่ต่ำกว่า 2.0 ในทางปฏิบัติช่างจะอบจนค่าขึ้นไปนิ่งที่ระดับสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากก่อนจ่ายโหลด

ตู้ควบคุมเช็ดแห้งแล้วยังใช้งานได้ปกติ จำเป็นต้องเปลี่ยนไหม

จำเป็น NEMA GD 1 ระบุให้เปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีเซมิคอนดักเตอร์ รีเลย์และมิเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ เบรกเกอร์แบบ molded-case ฟิวส์ และแบตเตอรี่ที่โดนน้ำ เพราะสิ่งปนเปื้อนในน้ำท่วมจะกัดกร่อนลายวงจรอย่างช้าๆ อุปกรณ์ที่ทำงานได้ในวันนี้อาจล้มเหลวในคืนที่ไฟดับจริงโดยไม่มีสัญญาณเตือน และราคาของอุปกรณ์เหล่านี้ต่ำกว่าความเสียหายที่ตามมามาก

รับซื้อหรือรับเทิร์นเครื่องปั่นไฟที่จมน้ำแล้วหรือไม่ และตีราคาอย่างไร

รับทุกสภาพ ทั้งเครื่องที่ยังหมุนได้ เครื่องที่เครื่องยนต์เสียหาย และเครื่องที่ขดลวดไหม้ ราคาประเมินตามสภาพจริงหลังจากช่างของ S.E.A. Power Gent เข้าตรวจหน้างาน ไม่ใช่ราคาเหมาจากรูปถ่าย เมื่อตกลงราคาแล้วทีมขนย้ายของเรายกเครื่องออกเอง และสามารถใช้มูลค่าเครื่องเป็นส่วนลดสำหรับเครื่องใหม่หรือเครื่องมือสองจากสต็อกได้ โทร 097-146-3594

ฟื้นฟูเครื่องปั่นไฟที่จมน้ำใช้เวลานานแค่ไหน

ขึ้นกับระดับน้ำและชนิดของน้ำ เครื่องที่น้ำท่วมไม่ถึงไดปั่นไฟ มักจัดการหน้างานได้ในไม่กี่วันด้วยการถ่ายของเหลว เปลี่ยนไส้กรอง แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ควบคุม ส่วนเครื่องที่ต้องถอดไดปั่นไฟไปล้างอบและอาจต้องพันขดลวดใหม่ หรือต้องรื้อเครื่องยนต์ ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ระหว่างนั้นธุรกิจที่ต้องมีไฟสำรองสามารถเช่าเครื่องชั่วคราวจากเราได้

16. สรุป

เครื่องปั่นไฟที่จมน้ำไม่ใช่เครื่องที่พังแล้ว มันคือเครื่องที่ยังไม่ถูกตัดสิน และคนที่ตัดสินมันคือคนที่ยืนอยู่หน้าเครื่องในวันแรกหลังน้ำลด ถ้ามือเอื้อมไปกดสตาร์ท คำตัดสินคือพังแน่นอน ถ้ามือเอื้อมไปถอดขั้วแบตเตอรี่ก่อน แล้วไล่ตรวจตามลำดับ น้ำมันเครื่อง กระบอกสูบ เชื้อเพลิง ไดปั่นไฟ ตู้ควบคุม เครื่องส่วนใหญ่กลับมาทำงานได้ และหลายเครื่องกลับมาดีกว่าเดิมเพราะได้เปลี่ยนของที่ควรเปลี่ยนไปนานแล้ว

ถ้าคุณกำลังยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ถ่ายรูปเส้นคราบน้ำ ถอดแบตเตอรี่ แล้วโทรหาเรา 097-146-3594 ที่เหลือให้ทีมช่างจัดการ

บทความที่เกี่ยวข้อง คู่มือบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟ PM · วิธีเช็คเครื่องปั่นไฟมือสองก่อนซื้อ · เช่าหรือซื้อเครื่องปั่นไฟดี · Load Test เครื่องปั่นไฟ

แหล่งอ้างอิง NEMA GD 1-2019 Evaluating Water-Damaged Electrical Equipment (National Electrical Manufacturers Association) · IEEE Std 43 Recommended Practice for Testing Insulation Resistance of Electric Machinery · EASA guidance on wet and flooded motors (เผยแพร่ผ่าน Plant Engineering) · Megger, Salvaging flood damaged equipment (Electrical Tester / ET Online, June 2018) · Freightliner Flood Damage Repair Guidelines (October 2017) · NC State Extension, Reconditioning Flood-Damaged Tractors (revised October 2024) · คำแนะนำหลังน้ำลดของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค