ไฟฟ้า คือปัจจัยสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบัน เป็นส่วนสำคัญของทุกภาคส่วน ตั้งแต่บ้าน ธุรกิจ ไปจนถึงระบบสาธารณูปการอย่างโรงเรียนและโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเดินกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันจะพัฒนาไปมาก แต่ก็ยังมีเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ไฟฟ้าดับได้เสมอ รวมถึงอีกหลายพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ ‘เครื่องปั่นไฟ’ หรือ ‘ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยมีทั้งประเภทเครื่องปั่นไฟ Inverter และ Generator
ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ทั้งสองประเภทนี้จะใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่หลายประการ ในบทความนี้ เราจะสำรวจความแตกต่างดังกล่าว อธิบายให้เข้าใจฉบับง่าย พร้อมตอบคำถามว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบไหนตอบโจทย์การใช้งานต่อความต้องการที่สุด ติดตามได้เลย 
เครื่องปั่นไฟ Inverter คืออะไร?
เครื่องปั่นไฟ Inverter คืออุปกรณ์ที่ใช้แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) โดยทั่วไปจะใช้ในรูปแบบงานที่ต้องการไฟ AC แต่กระแสไฟที่มีเป็น DC เช่น ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือในยานพาหนะที่มีแบตเตอรี่ DC
เครื่องปั่นไฟ Inverter มีหลายประเภท ได้แก่ คลื่นไซน์บริสุทธิ์ คลื่นไซน์ดัดแปลง และคลื่นสแควร์ แน่นอนว่าข้อดีของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทนี้มีหลายประการ เช่น ประสิทธิภาพสูง ก่อให้เกิดเสียงรบกวนต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังขับที่จำกัด และใช้ต้นทุนสูงในการทำงาน
ย้อนรอยประวัติเครื่องปั่นไฟ Inverter จากเครื่องหิ้วปี 1987 สู่มาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรม
ก่อนจะไปดูว่ามันทำงานอย่างไร ลองย้อนกลับไปดูก่อนว่าใครเป็นคนคิด และคิดขึ้นมาเพราะอะไร เพราะเรื่องราวของเครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์เริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ ข้อเดียว คือทำอย่างไรให้เครื่องปั่นไฟเล็กลง เบาลง และเงียบลง โดยที่ไฟยังใช้งานได้จริง
1965 จุดเริ่มต้นที่ยังไม่มีอินเวอร์เตอร์
ฮอนด้าเปิดตัวเครื่องปั่นไฟพกพารุ่นแรกที่ขายเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในปี 1965 ชื่อรุ่น E300 กำลังไฟ 300 วัตต์ เครื่องยนต์ 55 ซีซี น้ำหนัก 17 กิโลกรัม ตามด้วย E1000 ขนาด 1 กิโลวัตต์ในปีเดียวกัน และ E80 ขนาด 80 วัตต์ น้ำหนักเพียง 8 กิโลกรัมในปี 1966 ยุคนั้นทุกเครื่องยังทำงานด้วยหลักการเดิม คือเครื่องยนต์ต้องคุมรอบให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคุณภาพไฟก็เปลี่ยนไปตามรอบที่แกว่ง
1987 อินเวอร์เตอร์ตัวแรกของโลก ที่ยังจ่ายคลื่นสี่เหลี่ยม
ปี 1987 ฮอนด้าเปิดตัว EX300 เครื่องที่ถูกเรียกว่า pochette generator เพราะเล็กจนดูเหมือนกระเป๋าถือ น้ำหนักเพียง 8.5 กิโลกรัม สิ่งที่ทำให้มันเป็นหมุดหมายของประวัติศาสตร์ไม่ใช่ขนาด แต่คือระบบข้างใน ฮอนด้าใส่ระบบกำเนิดไฟ 3 เฟส หลายขั้ว รอบสูง แล้วส่งไฟผ่านวงจรเรียงกระแสและวงจรอินเวอร์เตอร์ เพื่อให้ความถี่ที่ออกมานิ่งโดยไม่ต้องพึ่งรอบเครื่องยนต์ ข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่คือคลื่นไฟที่ได้เป็นคลื่นสี่เหลี่ยม ไม่ใช่คลื่นไซน์เหมือนไฟบ้าน จึงใช้ได้กับอุปกรณ์บางประเภทเท่านั้น
1996 คลื่นไซน์มาถึง และเครื่องสองตัวเริ่มขนานกันได้
เก้าปีต่อมา EX500 ใช้วงจรรวมที่ออกแบบขึ้นเฉพาะ ทำให้ผลิตคลื่นไซน์ได้เทียบเท่าไฟจากการไฟฟ้า ปัญหาคลื่นสี่เหลี่ยมจบลงตรงนี้ และของแถมที่ตามมาคือความสามารถต่อขนานเครื่องสองตัวเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มกำลังไฟ ซึ่งกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของเครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์มาจนถึงทุกวันนี้
1998 ปีที่เปลี่ยนทั้งตลาด
ปี 1998 ฮอนด้าเปิดตัวตระกูล GENE21 ประกอบด้วย EU9i EU24i และ EU28is โดย EU9i ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นเครื่องปั่นไฟตัวแรกของโลกที่ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์คลื่นไซน์ควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ตามมาชัดเจนมาก EU9i หนักเพียง 13 กิโลกรัม เบากว่าเครื่องปั่นไฟทั่วไปที่กำลังไฟใกล้เคียงกันราวหนึ่งในสาม ใช้โครงสร้างเก็บเสียงสองชั้น ประหยัดน้ำมันขึ้น 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเครื่องแบบเดิม และจ่ายไฟที่สะอาดพอสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เทคโนโลยีนี้ยังเปิดทางให้เกิดระบบปรับรอบเครื่องยนต์อัตโนมัติตามภาระไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องปั่นไฟรอบคงที่ทำไม่ได้เลย
หลังปี 2000 จากนวัตกรรมเฉพาะทาง สู่สินค้าที่ทุกแบรนด์ต้องมี
เมื่อต้นทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังถูกลง เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ก็แพร่ออกจากฮอนด้าไปสู่ผู้ผลิตทั่วโลก ฮอนด้าเองยังเดินหน้าต่อ เช่นในปี 2004 กับ EM45is และ EM55is ที่จ่ายไฟ 100 โวลต์และ 200 โวลต์พร้อมกันได้เป็นครั้งแรกของโลก ส่วนฝั่งเครื่องจักรงานหนัก แบรนด์อย่าง Atlas Copco พัฒนาเครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์ตระกูล P-series ออกมาจับงานก่อสร้าง งานอีเวนต์ และงานสำรองไฟที่ต้องการความเงียบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
เจาะลึกเทคโนโลยีในเครื่องปั่นไฟ Inverter ทำงานอย่างไร?
หากเปิดฝาเครื่องดูภายใน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอินเวอร์เตอร์ (Inverter Generator) คืออุปกรณ์ที่รวมหัวใจสำคัญ 3 ส่วนไว้ในเครื่องเดียวกัน ได้แก่ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไดนาโมปั่นไฟ (Alternator) และชุดแปลงกระแสไฟฟ้า DC-AC แบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยกระแสไฟฟ้าดิบที่ไดนาโมผลิตออกมาในขั้นแรกจะถูกแปลงให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ก่อน จากนั้นวงจรอินเวอร์เตอร์จึงแปลงกลับเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่มีความถี่และแรงดันคงที่อีกครั้ง ต่างจากเครื่องปั่นไฟทั่วไปที่จ่ายไฟจากไดนาโมออกสู่โหลดโดยตรง

จุดเด่นของกระบวนการ “แปลงสองต่อ” นี้คือคุณภาพไฟฟ้าที่ได้ ไฟที่ออกจากเครื่องจะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) ที่เรียบสม่ำเสมอ มีค่าความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (THD) ต่ำกว่า 3% ซึ่งจัดว่าเป็น “ไฟสะอาด” ใกล้เคียงไฟบ้าน จึงปลอดภัยกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อคุณภาพไฟ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก กล้องถ่ายภาพ หรือเครื่องมือวัดต่าง ๆ การแปลงกระแสไฟฟ้า DC-AC นี้ควบคุมด้วยชุดไมโครโปรเซสเซอร์แบบ SMPS solid-state โดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะทำงานในโหมด PWM (Pulse Width Modulation) และเหตุผลที่ชุดกำเนิดไฟนิยมออกแบบเป็นระบบหลายเฟสก่อนนำมาแปลง ก็เพราะให้ค่า Ripple Factor ต่ำกว่าระบบเฟสเดียวมาก ทำให้ไฟฟ้าที่ได้นิ่งและเสถียรยิ่งขึ้น
ทำไมเครื่องปั่นไฟ Inverter จึงประหยัดน้ำมันและเงียบกว่า?
ความลับอยู่ที่ “รอบเครื่องยนต์” ในเครื่องปั่นไฟแบบธรรมดา ความถี่ของแรงดันไฟฟ้าซึ่งเกิดจากการหมุนของสนามแม่เหล็กสัมพันธ์โดยตรงกับรอบการหมุนของเครื่องยนต์ ดังนั้นเครื่องปั่นไฟทั่วไปที่ต้องจ่ายไฟ 50 Hz แบบบ้านเรา จึงต้องเดินเครื่องคงที่ตลอดเวลาที่ประมาณ 3,000 รอบต่อนาที (RPM) สำหรับไดนาโมแบบ 2 โพล หรือ 1,500 RPM สำหรับแบบ 4 โพล จะลดรอบลงไม่ได้เพราะความถี่ไฟจะเพี้ยนทันที ผลคือแม้ยังไม่ได้จ่ายโหลดเลย อัตราการกินน้ำมันก็ยังสูงถึงราวครึ่งหนึ่งของตอนมีโหลดเต็ม

ในทางกลับกัน เครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์ไม่ต้องผูกรอบเครื่องยนต์ไว้กับความถี่ไฟ เพราะอย่างไรวงจรอิเล็กทรอนิกส์ก็จะปรับแรงดันและความถี่ให้ถูกต้องอยู่แล้ว เครื่องยนต์จึงสามารถเดินรอบต่ำเมื่อใช้ไฟน้อย และเร่งรอบขึ้นอัตโนมัติเมื่อความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือประหยัดเชื้อเพลิงกว่าอย่างชัดเจนและเสียงเงียบกว่ามาก ตัวอย่างที่เห็นได้จริงคือเครื่องปั่นไฟ Honda เบนซินตระกูล EU อย่างรุ่น EU20iS และ EU30iS ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบจนสามารถวางใช้งานใกล้เต็นท์หรือหน้าร้านได้สบาย ๆ
ข้อได้เปรียบอีกอย่างของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบอินเวอร์เตอร์คือ สามารถนำมาต่อพ่วงกัน (Synchronization) เพื่อเพิ่มกำลังไฟให้สูงขึ้นได้ แต่มีข้อควรรู้ว่าจะจับสองเครื่องมาเสียบต่อกันเฉย ๆ ไม่ได้ จำเป็นต้องใช้ชุดต่อขนาน (Parallel Adapter) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทั้งสองเครื่องทำงานซิงโครไนซ์กันอย่างปลอดภัย ทั้งนี้เครื่องอินเวอร์เตอร์ในตลาดส่วนใหญ่ยังมีกำลังวัตต์ไม่สูงนัก จึงเหมาะกับการใช้งานพกพา เช่น ตั้งแคมป์ ออกบูธขายของ ถ่ายทำงานนอกสถานที่ มากกว่าการจ่ายไฟทั้งบ้านหรือโรงงาน
เครื่องปั่นไฟ Generator คืออะไร?
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า Generator เป็นอุปกรณ์ที่แปลงพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้เครื่องยนต์เพื่อหมุนโรเตอร์ภายในสนามแม่เหล็กเป็นกลไกในการทำงาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า Generator มีหลายประเภท ได้แก่ ดีเซล น้ำมันเบนซิน โพรเพน และก๊าซธรรมชาติ ด้วยข้อดีหลากหลายประการทำให้ Generator ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น ศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ใช้เชื้อเพลิงสูง ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เปรียบเทียบความแตกต่าง
ถึงแม้เครื่องปั่นไฟ Inverter กับ Generator จะมีจุดประสงค์เหมือนกันคือ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้งาน แต่โดยรวมแล้วก็มีความแตกต่างอยู่หลายข้อเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้ที่กำลังวางแผนซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าควรต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงกับการใช้งานที่สุด
- เริ่มจากความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ แหล่งกำเนิดพลังงาน โดยเครื่องปั่นไฟ Inverter จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) โดยทั่วไปจะใช้ในระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม ในขณะที่ Generator แปลงพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยปกติจะอาศัยแหล่งเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือก๊าซธรรมชาติในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์
- โดยทั่วไปแล้ว Generator จะมีขนาดใหญ่และหนักกว่า Inverster หลายเท่าตัว ทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการวางมากขึ้น รวมถึงมักติดตั้งบนล้อเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย ในขณะที่ Inverter จะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และพกพาได้ง่ายกว่า
- ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ลักษณะกำลังขับ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า Generator ผลิตกำลังไฟฟ้าที่คงที่สม่ำเสมอ ในทางตรงกันข้าม Inverter มอบกำลังขับที่น้อยกว่า แต่ก็มีกำลังไฟฟ้าที่แปรเปลี่ยนได้ยืดหยุ่นมากกว่า โดยสามารถปรับความถี่และแรงดันไฟฟ้าให้ตรงกับความต้องการของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้
- Generator มักจะมีเสียงดังกว่าเนื่องจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ในขณะที่เครื่องปั่นไฟ Inverter ได้รับการออกแบบให้ทำงานเงียบ จีงเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่ต้องการความสงบ
- ในแง่ประสิทธิภาพ Inverter มีเหนือกว่า เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานให้สูงสุด ลดการสูญเสียพลังงานระหว่างกระบวนการแปลงให้น้อยที่สุด ในทางกลับกัน Generator อาจสูญเสียพลังงานระหว่างการแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แรงเสียดทาน การกระจายความร้อน และการปล่อยไอเสีย
- ปิดท้ายด้วยความแตกต่างแง่ราคา ที่โดยทั่วไปแล้ว Generator จะมีราคาย่อมเยา กว่า แต่มีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษาที่มากกว่า ขณะที่เครื่องปั่นไฟ Inverter แม้ในตอนแรกจะแพงกว่า แต่ก็มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและต้นทุนการดูแลบำรุงที่ต่ำกว่า

สรุปข้อดีและข้อจำกัดของเครื่องปั่นไฟ Inverter
ทุกเทคโนโลยีมีราคาที่ต้องจ่าย ตารางนี้วางข้อดีกับข้อจำกัดไว้คู่กัน เพื่อให้เห็นภาพว่าเรากำลังแลกอะไรกับอะไร
| ข้อดี | ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ |
|---|---|
| ไฟสะอาด ความเพี้ยนต่ำ เพราะคลื่นถูกสร้างใหม่ด้วยวงจรควบคุม เหมาะกับคอมพิวเตอร์ กล้อง เครื่องเสียง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ | กำลังไฟจำกัด เครื่องเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ถึง 10 kVA งาน 60 kVA ขึ้นไปใช้ไม่ได้ |
| เงียบกว่ามาก ระดับ 63 ถึง 65 dB(A) ในตระกูลอินเวอร์เตอร์ของ Atlas Copco | ราคาต่อกิโลวัตต์สูงกว่า เพราะมีชุดอิเล็กทรอนิกส์กำลังเพิ่มเข้ามาอีกชั้น |
| ประหยัดน้ำมัน จากระบบปรับรอบตามภาระ ฮอนด้าระบุตัวเลข 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ยุค EU9i | ซ่อมยากกว่า บอร์ดอินเวอร์เตอร์เป็นชิ้นส่วนเฉพาะรุ่น ต้องพึ่งอะไหล่แท้และช่างที่ชำนาญ |
| เบาและพกพาง่าย รุ่น 1.6 kVA หนักราว 21 กิโลกรัม รุ่น 3 kVA หนักราว 45 กิโลกรัม | ไม่ได้ออกแบบมาเดินยาว 24 ชั่วโมง ถังเล็ก เดินได้ราว 4 ถึง 6 ชั่วโมงต่อการเติมหนึ่งครั้ง |
| ต่อขนานเพิ่มกำลังได้ในรุ่นที่รองรับ ยืดหยุ่นกว่าการซื้อเครื่องใหญ่ตัวเดียว | ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน มีข้อจำกัดเรื่องการเก็บเชื้อเพลิงระยะยาว |
| เดินที่โหลดต่ำได้โดยไม่ทรมานเครื่อง ต่างจากเครื่องดีเซลที่เดินเบาโหลดนาน ๆ แล้วเกิดเขม่าสะสม | ต้องเผื่อกระแสตอนสตาร์ตมอเตอร์ ถ้าเลือกขนาดพอดีเกินไป ระบบป้องกันจะตัดทันที |
สเปกจริงของเครื่องปั่นไฟ Inverter ตระกูล Atlas Copco P-series
ตัวเลขด้านล่างมาจากโบรชัวร์เครื่องปั่นไฟพกพาของ Atlas Copco โดยตรง ใช้เป็นกรอบเทียบขนาดได้ดี ทั้งนี้รุ่นที่จำหน่ายในไทยเป็นสเปก 230 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ควรตรวจสอบสเปกของล็อตที่จำหน่ายจริงกับฝ่ายขายอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ
| รุ่น | กำลังไฟต่อเนื่อง | กำลังไฟสูงสุด | เครื่องยนต์ | ถังน้ำมัน | เวลาเดินต่อการเติม | ระดับเสียง | น้ำหนัก |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| P2000i | 1.6 kVA | 1.8 kVA | 79 ซีซี | 4 ลิตร | 4 ชั่วโมง | 65 dB(A) | 21 กก. |
| P2500i | 2.3 kVA | 2.5 kVA | 149 ซีซี | 4 ลิตร | 4 ชั่วโมง | 63 dB(A) | 27 กก. |
| P3500i | 3.0 kVA | 3.3 kVA | 212 ซีซี | 10 ลิตร | 5.5 ชั่วโมง | 63 dB(A) | 45 กก. |
| P6000i | 6 kVA | 7 kVA | 420 ซีซี | 25 ลิตร | 6 ชั่วโมง | 63 dB(A) | 130 กก. |
งานแบบไหนเหมาะกับเครื่องปั่นไฟ Inverter และงานแบบไหนที่ไม่ควรใช้
งานที่เสียงคือเงื่อนไข
งานถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา งานอีเวนต์กลางแจ้ง งานซ่อมถนนตอนกลางคืนในเขตชุมชน ร้านค้าเคลื่อนที่ ตลาดนัด รวมถึงงานในโรงแรมและโรงพยาบาลที่เสียงรบกวนเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งหมดนี้คือสนามของเครื่องอินเวอร์เตอร์
งานที่ปลายทางเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก อุปกรณ์เสียง กล้อง เครื่องมือวัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไวต่อคุณภาพไฟ โดย Atlas Copco ระบุงานสำรองไฟในสถานพยาบาลไว้เป็นหนึ่งในการใช้งานหลักของรุ่น P3500i
งานที่ต้องยกขึ้นยกลงและพื้นที่จำกัด
งานติดตั้ง งานบำรุงรักษาบนอาคาร และงานภาคสนามที่ต้องขนขึ้นรถกระบะทุกวัน น้ำหนักระดับ 21 ถึง 45 กิโลกรัมทำให้คนสองคนยกได้โดยไม่ต้องใช้เครน
งานที่ไม่ควรใช้เครื่องอินเวอร์เตอร์
ถ้าโจทย์คือไฟสำรองทั้งอาคาร ไฟสำรองโรงงาน ระบบดับเพลิง ลิฟต์ ห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ หรืองานก่อสร้างที่ต้องจ่ายไฟให้เครื่องจักรหนักต่อเนื่องหลายวัน เครื่องอินเวอร์เตอร์ตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งเรื่องกำลังไฟและชั่วโมงเดินเครื่อง กรณีแบบนี้ต้องมองเครื่องปั่นไฟดีเซลตั้งแต่ 60 kVA ขึ้นไป เช่น เครื่องปั่นไฟ Cummins สำหรับงานที่ต้องการอะไหล่และบริการทั่วประเทศ เครื่องปั่นไฟ SDEC สำหรับงานที่ต้องคุมงบประมาณ และ เครื่องปั่นไฟ Mitsubishi สำหรับงานขนาดใหญ่ หรือถ้าเป็นงานชั่วคราวก็ใช้บริการ เช่าเครื่องปั่นไฟ แทนการซื้อ
เลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์การใช้งาน
เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง Inverter กับ Generator ว่าเครื่องแบบไหนจะเหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า ควรพิจารณาจากปัจจัยหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่หากคุณต้องการเอาต์พุตกำลังสูงเพื่อใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรเสีย Generator ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สามารถพกพาออกนอกสถานที่ เช่น การตั้งแคมป์ หรือการล่องเรือ Inverter คือคำตอบที่ใช่ เนื่องจากมีขนาดเล็ก พกพาได้ง่าย อีกทั้งยังก่อให้เกิดเสียงรบกวนน้อยกว่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เครื่องปั่นไฟ Inverter ใช้กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม?
ได้ และถือเป็นจุดแข็งที่สุดของเครื่องประเภทนี้ เพราะไฟที่ออกมาเป็นคลื่นไซน์เรียบ ค่าความเพี้ยน THD ต่ำกว่า 3% ใกล้เคียงไฟบ้าน จึงปลอดภัยกับโน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ กล้อง และอุปกรณ์ที่ไวต่อคุณภาพไฟ
ทำไมเครื่องปั่นไฟ Inverter ถึงเงียบและประหยัดน้ำมันกว่า?
เพราะเครื่องยนต์ไม่ต้องเดินรอบคงที่ 3,000 RPM ตลอดเวลาเหมือนเครื่องธรรมดา วงจรอินเวอร์เตอร์จะปรับความถี่และแรงดันให้ถูกต้องเอง เครื่องยนต์จึงเดินรอบต่ำเมื่อโหลดน้อยและเร่งรอบเฉพาะเมื่อใช้ไฟมาก ทำให้กินน้ำมันน้อยลงและเสียงเบาลง
เครื่องปั่นไฟ Inverter ต่อพ่วงเพิ่มกำลังไฟได้หรือไม่?
หลายรุ่นทำได้ โดยนำ 2 เครื่องมาทำงานขนานกันเพื่อเพิ่มกำลังไฟ แต่ต้องใช้ชุดต่อขนาน (Parallel Adapter) ของผู้ผลิตโดยเฉพาะ ห้ามนำมาเสียบต่อกันเองเด็ดขาด
งานแบบไหนควรเลือก Generator มากกว่า Inverter?
งานที่ต้องการกำลังไฟสูงและจ่ายไฟต่อเนื่องนาน เช่น ไฟสำรองโรงงาน อาคาร ไซต์ก่อสร้าง หรือฟาร์ม ควรเลือกเครื่องปั่นไฟดีเซลอย่างเครื่องปั่นไฟ Cummins ที่มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 30-2,500kVA ส่วน Inverter เหมาะกับงานพกพาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้เครื่องปั่นไฟขนาดกี่วัตต์?
ให้รวมกำลังวัตต์ของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่จะใช้พร้อมกัน แล้วเผื่อกระแสสตาร์ทของมอเตอร์และแอร์อีกราว 20-30% อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความวิธีเลือกขนาดเครื่องปั่นไฟ หรือโทรปรึกษาทีมงานฟรีที่ 097-146-3594
เครื่องปั่นไฟ Inverter เครื่องแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อไร?
ฮอนด้าเปิดตัว EX300 ในปี 1987 ซึ่งเป็นเครื่องปั่นไฟที่ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นแรก แต่ยังจ่ายคลื่นสี่เหลี่ยม ต่อมาปี 1996 รุ่น EX500 ทำคลื่นไซน์ได้ด้วยวงจรรวมเฉพาะ และปี 1998 รุ่น EU9i กลายเป็นเครื่องปั่นไฟตัวแรกของโลกที่ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์คลื่นไซน์ควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์
เครื่องปั่นไฟ Inverter มีขนาดใหญ่สุดกี่ kVA?
เครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงไม่เกิน 10 kVA โดยตระกูล P-series ของ Atlas Copco สูงสุดอยู่ที่ 7 kVA งานที่ต้องการกำลังไฟ 60 kVA ขึ้นไป หรือต้องเดินเครื่องต่อเนื่องยาวนาน ควรใช้เครื่องปั่นไฟดีเซลแทน
มองหาเครื่องปั่นไฟคุณภาพสูง ต้องที่ S.E.A. Power Gent
สำหรับผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาเครื่องปั่นไฟอุตสาหกรรมคุณภาพสูง แข็งแรงทนทาน มาตรฐานระดับโลก และได้รับความไว้วางใจจากทั่วประเทศ สามารถสั่งซื้อได้ง่าย ๆ กับ S.E.A. Power Gent จำหน่ายเครื่องปั่นไฟรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือ มีเครื่องปั่นไฟหลากหลายแบรนด์ให้เลือกมากมาย เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องปั่นไฟ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบการติดตั้งเครื่องปั่นไฟ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 097-146-3594 หรืออีเมล puvakorn@seapowergent.com
ข้อมูลอ้างอิง
- Generator vs Inverter: What’s the Main Difference. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 จาก https://www.linquip.com/blog/generator-vs-inverter/
- Inverter vs Generator – What is the Big Difference?. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 จาก https://www.elephantenergy.org/inverter-vs-generator/
- Difference between Generator and Inverter. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 จาก https://www.tutorialspoint.com/difference-between-generator-and-inverter#:~:text=A%20generator%20is%20an%20electrical,into%20alternating%20current%20(AC).