เครื่องยนต์ดีเซล vs Biogas Engine ที่ kVA เท่ากัน ต่างกันตรงไหน? ทำไมเครื่องไบโอแก๊สถึงแพงกว่าเยอะ

คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากลูกค้าฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารคือประโยคเดียวสั้น ๆ ว่า “ก็ 400 กว่า kVA เท่ากันทั้งคู่ ทำไมเครื่องไบโอแก๊สแพงกว่าเครื่องดีเซลตั้งหลายเท่า?”

เป็นคำถามที่ยุติธรรมมาก เพราะเวลาดูใบเสนอราคา ตัวเลขบนหัวกระดาษมันเหมือนกันเป๊ะ — 412.5 kVA / 330 kW เหมือนกัน 1,500 รอบต่อนาทีเหมือนกัน 400/230 โวลต์ 3 เฟส 50 เฮิรตซ์เหมือนกัน แต่ราคากลับอยู่คนละโลก

บทความนี้จะพาไปดูว่าความต่างมันซ่อนอยู่ตรงไหน โดยใช้ ข้อมูลจริงจากเครื่องยนต์ M.A.N. ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์รายไม่กี่รายในโลกที่ทำทั้งเครื่องดีเซลและเครื่องแก๊สสำหรับผลิตไฟฟ้า ในบล็อกเครื่องขนาดใกล้เคียงกัน — ทำให้เราเทียบกันแบบแอปเปิลต่อแอปเปิลได้จริง ไม่ต้องเดา

สปอยล์ก่อนเลย: คำตอบไม่ใช่ “เพราะมันนำเข้า” และไม่ใช่ “เพราะยี่ห้อแพง” ครับ

สรุปคำตอบใน 60 วินาที

  1. kVA เท่ากันบนป้าย ไม่ได้แปลว่างานเท่ากัน — ดีเซลสำรองไฟส่วนใหญ่ปั๊มตัวเลขที่เรต ESP (ฉุกเฉิน วิ่งปีละไม่กี่ร้อยชั่วโมง) ส่วนไบโอแก๊สคิดที่เรต COP (วิ่งต่อเนื่อง 8,000 ชั่วโมงต่อปี) เครื่องยนต์ตัวเดียวกันเปลี่ยนเรตอย่างเดียว ตัวเลข kVA ต่างกันได้เกือบเท่าตัว
  2. เครื่องแก๊สรีดกำลังจากบล็อกเท่ากันได้น้อยกว่าดีเซลราว 40% — ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า หนักกว่า เพื่อให้ได้ kW เท่ากัน นี่คือต้นทุนก้อนแรกและก้อนใหญ่ที่สุด
  3. เครื่องแก๊สมีระบบที่เครื่องดีเซล “ไม่มี” อยู่อีก 7 ระบบ — ชุดจ่ายแก๊ส ระบบจุดระเบิด ระบบคุมส่วนผสม ระบบตรวจน็อก ระบบปรับสภาพก๊าซ ระบบความปลอดภัยแก๊ส และระบบนำความร้อนกลับ
  4. ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงสกปรก — ไฮโดรเจนซัลไฟด์กับไซล็อกเซนกัดกินเครื่องยนต์ ต้องลงทุนระบบบำบัดก๊าซและใช้ของเหลวหล่อลื่นเกรดพิเศษ
  5. แต่ค่าเชื้อเพลิงกลับด้านกันสุดขั้ว — ดีเซลจ่ายทุกลิตร ไบโอแก๊สใช้ของเสียที่เดิมต้องเสียเงินกำจัด ดังนั้นเครื่องที่แพงกว่าตอนซื้อ อาจถูกกว่ามากในระยะ 5 ปี

เอาล่ะ ทีนี้มาดูรายละเอียดกัน

1. กับดักแรก: “kVA เท่ากัน” มักไม่ได้เท่ากันจริง

ก่อนจะไปโทษราคา ต้องแก้ความเข้าใจผิดข้อนี้ให้ได้ก่อน เพราะมันอธิบายส่วนต่างไปได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทุกตัวในโลกถูกจัดเรตตามมาตรฐาน ISO 8528 ออกเป็น 4 ระดับ ตามชั่วโมงที่มันวิ่งได้จริงต่อปี ไม่ใช่ตามขนาดเครื่อง ลองดูเครื่องยนต์ MAN D2862 ตัวเดียวกันเป๊ะ ๆ (V12 ขนาด 24.2 ลิตร) ที่ M.A.N. ประกาศไว้เอง

เรตตาม ISO 8528 ความหมาย MAN D2862 ให้กำลัง คิดเป็น kVA
ESP (Emergency Standby) ไฟดับเท่านั้น โหลดแปรผัน ไม่เกินราว 200 ชม./ปี ห้ามโอเวอร์โหลด 880–1,117 kW 1,000–1,250 kVA
LTP (Limited Time Power) วิ่งเต็มโหลดได้จำกัดเวลา ราว 500 ชม./ปี 770–920 kW 880–1,030 kVA
PRP (Prime Power) วิ่งได้ไม่จำกัดชั่วโมง แต่โหลดต้องแปรผัน เฉลี่ยไม่เกิน 70% 700–836 kW 800–930 kVA
COP (Continuous Power) วิ่งเต็มโหลดคงที่ 24 ชั่วโมง ตลอดปี 8,760 ชม. 560–640 kW 630–700 kVA

อ่านตารางนี้ช้า ๆ อีกรอบครับ เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน ชิ้นส่วนเดียวกัน โรงงานเดียวกัน — 1,250 kVA กับ 630 kVA ต่างกันเกือบเท่าตัว สิ่งที่เปลี่ยนคือ “สัญญา” ว่าคุณจะใช้มันหนักแค่ไหน

ทีนี้ลองนึกภาพ: เครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองไฟที่ขายกันในไทย เกือบทั้งหมดโฆษณาตัวเลข ESP เพราะมันเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดและขายง่ายที่สุด ส่วนเครื่องไบโอแก๊สนั้น โดยธรรมชาติของงาน ต้องคิดที่ COP เพราะบ่อหมักผลิตก๊าซออกมาทุกวินาที ไม่มีวันหยุด ถ้าเครื่องไม่เดิน ก๊าซก็ต้องเผาทิ้งที่แฟลร์

เพราะฉะนั้น เวลาคุณวางใบเสนอราคาสองใบข้างกัน แล้วเห็นเลข kVA เท่ากัน คุณกำลังเทียบเครื่องที่ทำงานปีละ 200 ชั่วโมง กับเครื่องที่ทำงานปีละ 8,000 ชั่วโมง — มันคนละสินค้ากันตั้งแต่แรก

ตัวอย่างที่จับต้องได้จากแค็ตตาล็อกของเราเอง

บนหน้าเครื่องปั่นไฟ Cummins มีรุ่น TC410T ที่ระบุ Standby 413 kVA / 330 kW — ตัวเลขนี้แทบจะเป็นฝาแฝดของ เครื่องปั่นไฟไบโอแก๊ส MAN RB415NT 412.5 kVA / 330 kW ที่เราจำหน่าย

แต่ถ้าเปิดตารางเดียวกันนั้นดูช่องถัดไป จะเห็นว่า TC410T ให้ Prime (PRP) เพียง 372 kVA และถ้าไล่ลงไปถึงเรต COP จะเหลือน้อยกว่านั้นอีก ในขณะที่ฝั่งไบโอแก๊ส 412.5 kVA คือตัวเลขที่วิ่งได้ต่อเนื่องจริง

สรุปข้อ 1: ถ้าจะเทียบกันให้แฟร์ ต้องเทียบ COP กับ COP ไม่ใช่ ESP กับ COP และเมื่อเทียบให้ถูก ช่องว่างราคาจะแคบลงทันทีอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลักฐานชิ้นเอกจาก M.A.N.: บล็อกเครื่องเกือบเท่ากัน แต่ได้ไฟคนละครึ่ง

นี่คือส่วนที่ผมชอบที่สุด เพราะ M.A.N. เผลอทำการทดลองที่สมบูรณ์แบบให้เราดูฟรี ๆ

บริษัทเดียวกันนี้ผลิตเครื่องยนต์สองตัวที่โครงสร้างใกล้กันมากผิดปกติ — ช่วงชักเท่ากันเป๊ะที่ 157 มม. ทั้งคู่เป็น V12 เหมือนกัน ต่างกันแค่กระบอกสูบ 4 มม. แต่ตัวหนึ่งเป็นดีเซล อีกตัวเป็นแก๊ส

  MAN D2862 (ดีเซล) MAN E3262 (แก๊ส/ไบโอแก๊ส)
รูปแบบ V12 V12
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 128 x 157 มม. 132 x 157 มม.
ความจุ 24.2 ลิตร 25.8 ลิตร (ใหญ่กว่า)
การจุดระเบิด อัดจนติดไฟเอง (CI) หัวเทียนจุดประกาย (SI)
กำลังสูงสุดที่ประกาศ 1,117 kW / 1,250 kVA (ESP) 500 kWel (รุ่น LE252)
เดินต่อเนื่อง COP ได้ 560–640 kW ได้เต็มพิกัด ไม่ต้องลดกำลัง

เห็นตรงไหนแปลก ๆ ไหมครับ เครื่องแก๊สความจุ 25.8 ลิตร ให้ไฟ 500 กิโลวัตต์ ส่วนเครื่องดีเซลที่ความจุ “เล็กกว่า” คือ 24.2 ลิตร ให้ได้ถึง 1,117 กิโลวัตต์

ก้อนเนื้อเหล็กเท่ากัน น้ำหนักพอ ๆ กัน ค่าขนส่งเท่ากัน ค่าแรงประกอบใกล้เคียงกัน แต่เอาไฟออกมาได้ต่างกันเกินเท่าตัว

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญของ M.A.N. เจ้าเดียว คู่มือ Catalog of CHP Technologies ของ US EPA ระบุไว้ตรง ๆ ว่าเครื่องยนต์แก๊สจุดระเบิดด้วยหัวเทียนที่ดัดแปลงมาจากบล็อกดีเซล จะให้กำลังเพียง 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องดีเซลต้นแบบ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? โทษกฎฟิสิกส์ ไม่ใช่วิศวกร

เหตุผลรวบยอดคือคำเดียว: น็อก (knock) หรืออาการชิงจุดระเบิด

  • อัตราส่วนกำลังอัดต่างกัน — US EPA ระบุว่าเครื่องจุดระเบิดด้วยหัวเทียนใช้อัตราส่วนอัดราว 9:1 ถึง 12:1 ส่วนเครื่องดีเซลใช้ 12:1 ถึง 17:1 อัตราส่วนอัดคือหัวใจของประสิทธิภาพ พออัดได้น้อยกว่า ก็รีดพลังงานออกจากเชื้อเพลิงได้น้อยกว่า
  • ทำไมอัดมากไม่ได้ — ในเครื่องดีเซล อากาศบริสุทธิ์ถูกอัดจนร้อนแล้วค่อยฉีดน้ำมันเข้าไป จะอัดแรงแค่ไหนก็ไม่มีอะไรจุดระเบิดก่อนเวลา แต่ในเครื่องแก๊ส เชื้อเพลิงถูกผสมกับอากาศก่อนเข้าห้องเผาไหม้ ถ้าอัดแรงเกินไป ส่วนผสมจะระเบิดเองก่อนหัวเทียนสั่ง ซึ่งทำลายลูกสูบภายในไม่กี่นาที
  • ก๊าซชีวภาพซ้ำเติมอีกชั้น — ก๊าซชีวภาพมีมีเทนแค่ราว 50–65% ที่เหลือเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เกือบทั้งหมด ซึ่งไม่ให้พลังงานเลย มันเข้าไปกินพื้นที่ในกระบอกสูบเฉย ๆ อากาศที่ควรจะเข้าไปได้เต็มก็เข้าได้น้อยลง
  • ต้องเดินแบบส่วนผสมบาง — เครื่องแก๊สรุ่นใหญ่อย่าง MAN E3262 LE252 ใช้ระบบ lean burn คือเติมอากาศเกินพอ (แลมบ์ดามากกว่า 1) เพื่อลดอุณหภูมิเผาไหม้และหนีอาการน็อก วิธีนี้ช่วยเรื่อง NOx และความทนทาน แต่แลกมาด้วยแรงดันเฉลี่ยในกระบอกสูบที่ต่ำลง

บรรทัดสุดท้ายของข้อนี้: ถ้าคุณอยากได้ 330 kW จากก๊าซชีวภาพ คุณต้องซื้อก้อนเหล็กที่ใหญ่กว่าที่ใช้ทำ 330 kW จากดีเซลอย่างมีนัยสำคัญ และเหล็กมันมีราคาต่อกิโลกรัมของมัน

3. ตระกูลเครื่องยนต์แก๊สของ M.A.N. ทั้งหมด และตัวเลขไบโอแก๊สที่ประกาศจริง

M.A.N. เผยแพร่พิสัยกำลังของเครื่องยนต์แก๊สทุกรุ่นแยกระหว่างก๊าซธรรมชาติกับ “special gas” (ซึ่งรวมก๊าซชีวภาพ ก๊าซจากบ่อขยะ และก๊าซจากระบบบำบัดน้ำเสีย) ตารางนี้คือข้อมูลที่ M.A.N. ประกาศเอง

รุ่น สูบ ความจุ (ลิตร) ก๊าซธรรมชาติ (kW) ก๊าซชีวภาพ (kW)
E0834 4 4.6 37–68 68
E0836 6 6.9 56–110 110
E2876 6 12.8 150–210 130–220
E3268 8 17.2 320–390 320–390
E3262 12 25.8 275–580 450–580
E3872 12 29.6 735 735

หมายเหตุเรื่องหน่วย: ตัวเลขในตารางนี้เป็น กิโลวัตต์เชิงกล (kWmech) ที่วัดจากเพลาข้อเหวี่ยง ยังไม่ได้หักการสูญเสียในอัลเทอร์เนเตอร์ ส่วน กิโลวัตต์ไฟฟ้า (kWel) ที่ขั้วเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต่ำกว่าเล็กน้อย เช่น E3262 รุ่นชุดเจนเซ็ต LE252 ระบุไว้ที่ 500 kWel ขณะที่พิสัยเชิงกลของตระกูลนี้ขึ้นไปได้ถึง 580 kW เวลาเทียบใบเสนอราคาสองใบ ให้เช็กก่อนเสมอว่าเป็นหน่วยไหน

สังเกตสองเรื่องที่น่าสนใจ

เรื่องแรก รุ่นใหญ่ตั้งแต่ E3268 ขึ้นไป ตัวเลขก๊าซชีวภาพกับก๊าซธรรมชาติเท่ากัน นั่นแปลว่า M.A.N. ออกแบบรุ่นย่อยสำหรับไบโอแก๊สมาต่างหาก ไม่ได้เอาเครื่องก๊าซธรรมชาติมาลดกำลังใช้ เช่นในตระกูล E3262 มีทั้งรุ่น LE232 สำหรับก๊าซธรรมชาติ และ LE242 สำหรับก๊าซชีวภาพโดยเฉพาะ ทั้งคู่ให้ 450 กิโลวัตต์เชิงกลที่ 1,500 รอบ โดยประสิทธิภาพเชิงกลอยู่ที่ 41.3% และ 41.1% ตามลำดับ

เรื่องที่สอง รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง E3872 น่าประทับใจกว่าที่หลายคนคิดเกี่ยวกับ “เครื่องแก๊ส” — 29.6 ลิตร 12 สูบ ให้ 735 กิโลวัตต์ ที่ประสิทธิภาพเชิงกล 44.0% พร้อมแรงดันยังผลเฉลี่ย 19.9 บาร์ ใช้เทอร์โบตัวเดียว วาล์วจังหวะแบบแอตกินสัน ลูกสูบเหล็ก และหัวเทียนแบบห้องเผาไหม้ล่วงหน้า (pre-chamber) นอกจากนี้ยังใช้ตัวปรับระยะวาล์วแบบไฮดรอลิก ซึ่ง M.A.N. ระบุว่าทำให้ไม่ต้องตั้งวาล์วตามรอบอีกเลย

ตัวเลข 44.0% นี้สำคัญ เพราะมันหักล้างความเชื่อเก่าที่ว่าเครื่องแก๊สกินเชื้อเพลิงเปลืองกว่าดีเซลเสมอ US EPA เองก็ระบุว่าเครื่องยนต์แก๊สแบบ lean burn ขนาดใหญ่สามารถทำประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องดีเซลขนาดเดียวกันได้

4. เจ็ดระบบที่เครื่องไบโอแก๊สมี แต่เครื่องดีเซลไม่มีเลย

ถ้าคุณเดินไปดูเครื่องสองตัวเทียบกันในโกดัง สิ่งที่จะสะดุดตาที่สุดคือ “ท่อและกล่องเยอะกว่า” นี่คือรายการว่าของเยอะ ๆ พวกนั้นคืออะไรบ้าง และทำไมมันแพง

ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊ส เห็นชุดจ่ายแก๊ส gas train เรกูเลเตอร์ และมิกเซอร์ผสมแก๊สติดตั้งอยู่ด้านหน้าเครื่องยนต์
ชุดเจนเซ็ตแบบใช้แก๊ส สังเกตท่อสเตนเลส เรกูเลเตอร์ลดความดัน และวาล์วที่เรียงกันอยู่หน้าเครื่อง นั่นคือชุดจ่ายแก๊ส (gas train) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เครื่องปั่นไฟดีเซลไม่มีเลย

4.1 ระบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟ

เครื่องดีเซลไม่มีหัวเทียน จุดจบ มันอัดอากาศจนร้อนแล้วฉีดน้ำมันเข้าไป ติดเอง

เครื่องแก๊สต้องมีหัวเทียนทุกสูบ คอยล์จุดระเบิดทุกสูบ กล่องควบคุมการจุดระเบิดที่จับเวลาระดับองศาเพลาข้อเหวี่ยง และในเครื่องรุ่นใหญ่อย่าง MAN E3872 ยังต้องเป็นหัวเทียนแบบห้องเผาไหม้ล่วงหน้า ซึ่งซับซ้อนและแพงกว่าหัวเทียนรถยนต์หลายสิบเท่า

ที่สำคัญคือ หัวเทียนเป็นของสิ้นเปลือง ไม่ใช่ของติดเครื่องตลอดชีพ ในเครื่อง 12 สูบ ทุกครั้งที่ถึงรอบเปลี่ยน คุณเปลี่ยน 12 ตัว นี่คือรายการค่าใช้จ่ายประจำที่เจ้าของเครื่องดีเซลไม่เคยต้องเจอ

4.2 ชุดจ่ายแก๊ส (gas train)

ในรูปด้านบน ท่อสเตนเลสและกล่องกลม ๆ ที่เรียงกันอยู่หน้าเครื่องคือชุดนี้ ประกอบด้วย

  • ตัวกรองแก๊สและตัวดักน้ำ
  • เรกูเลเตอร์ลดความดันสองขั้น (แก๊สจากบ่อหมักมาที่ความดันหนึ่ง แต่เครื่องต้องการอีกความดันหนึ่ง และต้องนิ่งมาก)
  • โซลินอยด์วาล์วตัดแก๊สแบบคู่ พร้อมระบบตรวจรอยรั่วระหว่างวาล์ว
  • flame arrestor หรือชุดกันเปลวไฟย้อนกลับ
  • มิกเซอร์ผสมแก๊สกับอากาศ และวาล์วปีกผีเสื้อควบคุมส่วนผสม
  • เซนเซอร์ตรวจการรั่วของแก๊สรอบห้องเครื่อง

ชิ้นส่วนทุกตัวในรายการนี้ต้องผ่านการรับรองความปลอดภัยสำหรับก๊าซติดไฟ ซึ่งเป็นคนละมาตรฐานกับอุปกรณ์น้ำมันดีเซลทั้งหมด และราคาก็สะท้อนเรื่องนั้น

4.3 ระบบควบคุมส่วนผสมและระบบตรวจน็อก

เครื่องดีเซลควบคุมกำลังด้วยการฉีดน้ำมันมากหรือน้อย ง่ายและตรงไปตรงมา

เครื่องแก๊สแบบ lean burn ต้องรักษาอัตราส่วนอากาศต่อเชื้อเพลิงให้อยู่ในกรอบแคบมาก ถ้าบางเกินไปเครื่องดับ ถ้าหนาเกินไปเครื่องน็อกและพัง จึงต้องมี

  • เซนเซอร์แลมบ์ดา วัดออกซิเจนในไอเสียแบบเรียลไทม์
  • เซนเซอร์ตรวจการน็อกรายสูบ ที่ถอยองศาจุดระเบิดให้อัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงชิงจุด
  • ตัวควบคุมความดันอัดอากาศ (wastegate หรือ bypass) เพราะคุณภาพก๊าซเปลี่ยนได้ทุกวันตามอาหารที่ป้อนบ่อหมัก

ข้อสุดท้ายนี้คือหัวใจของความยากในงานไบโอแก๊สจริง ๆ ครับ ก๊าซจากบ่อหมักไม่ได้นิ่งเหมือนก๊าซในท่อ วันที่ฟาร์มเปลี่ยนสูตรอาหารสัตว์ หรือโรงงานแป้งเปลี่ยนล็อตวัตถุดิบ เปอร์เซ็นต์มีเทนก็เปลี่ยน เครื่องต้องปรับตัวตามให้ทันโดยที่คนไม่ต้องไปหมุนอะไร

4.4 ระบบปรับสภาพก๊าซ — ค่าใช้จ่ายที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด

ตรงนี้แหละที่งบบานปลายกันบ่อย เพราะมันมักไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาของ “ตัวเครื่อง”

ก๊าซชีวภาพดิบมีของแถมที่ไม่มีใครอยากได้

สารปนเปื้อน มันทำอะไรกับเครื่อง
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) เผาแล้วรวมกับไอน้ำกลายเป็นกรดกำมะถันอ่อน ๆ กัดรังผึ้งอินเตอร์คูลเลอร์ กัดแบริ่ง และกัดทุกชิ้นส่วนที่มีทองแดงผสม
ไซล็อกเซน (siloxane) สลายตัวตอนเผาไหม้กลายเป็นซิลิกาแข็งเกาะในห้องเผาไหม้ ทำตัวเหมือนกระดาษทรายเหลว กัดบ่าวาล์วและผนังกระบอกสูบ
ความชื้น เร่งการเกิดกรดจากข้อแรก และทำให้ค่าความร้อนของก๊าซแกว่ง
แอมโมเนีย/ฮาโลเจน ทำลายน้ำมันเครื่องและวางยาตัวเร่งปฏิกิริยาในระบบบำบัดไอเสีย

ตัวเลขที่ควรเห็นก่อนตัดสินใจ จากเอกสารทางเทคนิคของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ

  • ในกรณีรุนแรง อายุหัวเทียนสั้นลงได้ถึง 90% จากไซล็อกเซน
  • เครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติมาตรฐานที่เอามาวิ่งด้วยก๊าซจากบ่อขยะทั่วไป อายุฝาสูบสั้นลง 50 ถึง 75% หรือมากกว่า
  • ค่าซิลิกอนในน้ำมันเครื่องที่ใช้เป็นเกณฑ์สั่งเปลี่ยนน้ำมันอยู่ที่ราว 100 ถึง 120 ppm

เพราะฉะนั้นระบบบำบัดก๊าซ — ชุดลดความชื้นและทำแห้ง ชุดกำจัด H2S และถ้าจำเป็นก็ถ่านกัมมันต์สำหรับไซล็อกเซน — ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย มันคือประกันชีวิตของเครื่องยนต์ที่คุณเพิ่งจ่ายเงินไป และมันเป็นงบก้อนที่เครื่องดีเซลไม่มีเลย

4.5 น้ำมันเครื่องและชิ้นส่วนภายในคนละเกรด

เครื่องดีเซลเติมน้ำมัน API CI-4 หรือ CK-4 ที่หาซื้อได้ทุกร้าน เครื่องก๊าซชีวภาพเติมไม่ได้

น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ก๊าซชีวภาพต้องคุมปริมาณเถ้า (ash) ให้อยู่ในกรอบที่ผู้ผลิตกำหนดเป๊ะ ๆ

  • เถ้ามากไป จะเกิดคราบสะสมที่แหวนลูกสูบจนแหวนติด เกิดคราบที่วาล์ว และไปวางยาตัวเร่งปฏิกิริยา
  • เถ้าน้อยไป จะไม่พอไปลบล้างกรดจาก H2S เกิดการกัดกร่อนและรอยกัดเป็นหลุม

และรอบเปลี่ยนถ่ายก็ต่างกันคนละโลก — เอกสารของผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นระบุว่าเครื่องยนต์ก๊าซชีวภาพเปลี่ยนน้ำมันที่ราว 400 ชั่วโมง ในขณะที่เครื่องยนต์ที่วิ่งด้วยก๊าซธรรมชาติสะอาดจากท่อยืดได้ถึง 8,000 ชั่วโมง ต่างกัน 20 เท่า จากเชื้อเพลิงอย่างเดียว

ในระดับชิ้นส่วน เครื่องแก๊สยังต้องใช้บ่าวาล์วและวาล์วเกรดพิเศษ เพราะการเผาไหม้ก๊าซไม่มีน้ำมันดีเซลคอยหล่อลื่นบ่าวาล์วเหมือนในเครื่องดีเซล

4.6 ระบบระบายความร้อนและระบบนำความร้อนกลับ

เครื่องดีเซลสำรองไฟทิ้งความร้อนลงหม้อน้ำหมด เพราะมันวิ่งปีละไม่กี่ชั่วโมง จะไปเสียดายทำไม

เครื่องไบโอแก๊สวิ่งทั้งปี ความร้อนที่ทิ้งจึงเป็นเงินก้อนโต ระบบส่วนใหญ่จึงออกแบบเป็น CHP หรือระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม โดยดึงความร้อนจากน้ำหล่อเย็นและจากไอเสียไปใช้ต่อ — ซึ่งในโรงงานแป้งหรือฟาร์มก็มักเอาไปอุ่นบ่อหมักให้เดินระบบได้เสถียรนั่นเอง

ตัวเลขที่ M.A.N. ประกาศสำหรับ E3262 รุ่นหายใจเอง (E302) น่าสนใจมาก คือ ประสิทธิภาพเชิงกล 39.6% บวกประสิทธิภาพเชิงความร้อน 54.0% รวมเป็น 93.6% นั่นคือพลังงานในก๊าซเกือบทั้งหมดถูกใช้งาน ไม่ได้ทิ้งไปกับลม

แต่ระบบแลกเปลี่ยนความร้อน ปั๊ม ท่อ และการควบคุมทั้งหมดนั้น ก็คือฮาร์ดแวร์ที่ต้องซื้อเพิ่มอีกชุด

4.7 ระบบความปลอดภัยและการควบคุมมลพิษ

ก๊าซรั่วกับน้ำมันรั่วเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง น้ำมันดีเซลหกก็เช็ด แต่ก๊าซรั่วสะสมในห้องปิดคือระเบิด ห้องเครื่องไบโอแก๊สจึงต้องมีระบบระบายอากาศบังคับ เครื่องตรวจจับก๊าซ ระบบตัดตอนฉุกเฉิน และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เหมาะกับพื้นที่เสี่ยง

ด้านมลพิษ M.A.N. เสนอ E3262 LE252 รุ่นทางเลือกที่ปล่อย NOx 250 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมาตรฐาน ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาแล้วผ่านข้อกำหนด EU MCP Directive ส่วนรุ่น E3872 ระบุ NOx ที่ 250 มก./Nm3 สำหรับก๊าซธรรมชาติ และ 500 มก./Nm3 สำหรับก๊าซชีวภาพ ที่ออกซิเจน 5%

อีกจุดที่คนไม่ค่อยพูดถึง: M.A.N. ระบุว่าในโหมดก๊าซธรรมชาติ เครื่องยนต์ไม่ปล่อยฝุ่นละอองเลย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบชัดเจนเหนือดีเซลในพื้นที่ที่มีปัญหา PM

5. แล้วราคาจริงต่างกันเท่าไร?

ผมจะไม่เดาตัวเลขให้ฟังครับ ทุกบรรทัดข้างล่างนี้เป็นราคาจริง ฝั่งดีเซลคือราคาที่ประกาศอยู่บนเว็บของเราเองซึ่งใครก็เปิดดูได้ ส่วนฝั่งไบโอแก๊สคือราคาเครื่องจริงของรุ่นที่เราจำหน่ายอยู่

รุ่น พิกัด เชื้อเพลิง ราคาเริ่มต้น
SDEC TS400X 400 kVA / 320 kW (Standby) ดีเซล 590,000 บาท
Cummins TC400T-1 400 kVA / 320 kW (Standby) ดีเซล 1,050,000 บาท
Cummins TC410T 413 kVA / 330 kW (Standby) · PRP 372 kVA ดีเซล 1,150,000 บาท
Cummins TC500T 500 kVA / 400 kW (Standby) · PRP 450 kVA ดีเซล 1,450,000 บาท
MAN RB415NT 412.5 kVA / 330 kW (เดินต่อเนื่อง) ก๊าซชีวภาพ 6,500,000 บาท

หมายเหตุ: ราคาดีเซลเป็นราคาเครื่องแบบเปลือย (Open Type) ยังไม่รวมตู้ครอบเก็บเสียง งานฐานราก งานติดตั้ง และระบบสายส่ง · ราคา MAN RB415NT เป็น ราคาก่อน VAT และ ยังไม่รวมระบบปรับสภาพก๊าซ (pretreatment system) ตามที่อธิบายไว้ในข้อ 4.4

ตัวเลขส่วนต่างที่หลายคนอยากรู้: 5.7 เท่า

เอาสองบรรทัดที่พิกัดใกล้กันที่สุดมาวางเทียบกันตรง ๆ

  Cummins TC410T (ดีเซล) MAN RB415NT (ไบโอแก๊ส)
พิกัดบนป้าย 413 kVA / 330 kW (ESP) 412.5 kVA / 330 kW (ต่อเนื่อง)
ราคาเครื่อง 1,150,000 บาท 6,500,000 บาท (ก่อน VAT)
คิดเป็นบาทต่อกิโลวัตต์ ราว 3,500 บาท/kW ราว 19,700 บาท/kW
ส่วนต่าง ไบโอแก๊สแพงกว่าราว 5.7 เท่า

ตัวเลข 5.7 เท่านี้คือคำตอบเชิงปริมาณของคำถามตั้งต้น และทุกอย่างที่อธิบายมาตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 คือรายละเอียดว่าเงินส่วนต่าง 5.35 ล้านบาทนั้นหายไปไหน — ไปอยู่กับเรตงานที่ต่างกัน (ESP กับ COP) เครื่องยนต์ที่ต้องใหญ่กว่าเพื่อกำลังเท่ากัน ชุดจ่ายแก๊สและระบบควบคุมอีก 7 ระบบ วัสดุภายในเกรดพิเศษ และจำนวนการผลิตที่น้อยกว่ากันหลายเท่า

และย้ำอีกครั้งว่า 6.5 ล้านบาทนี้ยังไม่รวมระบบปรับสภาพก๊าซ ซึ่งเป็นงบก้อนที่คนมักลืม ถ้าก๊าซของคุณมี H2S สูง หรือมีไซล็อกเซนจากน้ำเสียโรงงาน ต้องบวกงบส่วนนี้เข้าไปด้วยตั้งแต่ตอนทำ feasibility ไม่ใช่ไปเจอตอนเครื่องมาถึงหน้างาน

สังเกตให้ดีว่าแม้ในกลุ่มดีเซลด้วยกันเอง ที่ 400 kVA เท่ากันเป๊ะ ราคายังต่างกันจาก 590,000 ถึง 1,050,000 บาท — เกือบเท่าตัว เพราะแบรนด์ ชั้นคุณภาพเครื่องยนต์ และการรับประกันไม่เท่ากัน ฉะนั้นคำว่า “กี่ kVA” อย่างเดียวไม่เคยบอกราคาได้เลย ไม่ว่าจะเชื้อเพลิงอะไร

ตัวเลขอ้างอิงระดับสากลสำหรับทั้งระบบ

ถ้าอยากได้กรอบคร่าว ๆ ของ “ทั้งโครงการ” ไม่ใช่แค่ตัวเครื่อง Catalog of CHP Technologies ของ US EPA ให้ต้นทุนติดตั้งเบ็ดเสร็จของระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบไว้ดังนี้ (ดอลลาร์สหรัฐ ฐานปี 2013)

ขนาดระบบ ต้นทุนติดตั้งเบ็ดเสร็จ ประสิทธิภาพไฟฟ้า ค่าดูแลรักษา (ไม่รวมเชื้อเพลิง)
100 kW 2,900 USD/kW 27.0% 0.023–0.025 USD/kWh
633 kW 2,837 USD/kW 34.5% 0.021 USD/kWh
1,121 kW 2,366 USD/kW 36.8% 0.019 USD/kWh
3,326 kW 1,801 USD/kW 40.4% 0.016 USD/kWh

ตัวเลขนี้ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์ และเป็นฐานราคาสหรัฐฯ ปี 2013 จึงใช้เป็น “กรอบความคาดหวัง” ได้ แต่อย่าเอาไปแทนใบเสนอราคาจริง ประเด็นที่ควรจำคือ ยิ่งระบบใหญ่ ต้นทุนต่อกิโลวัตต์ยิ่งถูกลงชัดเจน — ระบบ 3.3 เมกะวัตต์ถูกกว่าระบบ 100 กิโลวัตต์เกือบ 40% ต่อหน่วยกำลัง

6. พลิกอีกด้าน: ค่าเชื้อเพลิงที่ทำให้ทุกอย่างกลับหัว

ถึงตรงนี้เครื่องไบโอแก๊สดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่แพงและยุ่งยากกว่าในทุกมิติ จนกระทั่งเราเปิดบิลค่าเชื้อเพลิง

มาลองคำนวณกันแบบเปิดสมมติฐานทุกตัว เพื่อให้คุณเอาไปแทนตัวเลขของตัวเองได้

โจทย์: ผลิตไฟ 330 kW ต่อเนื่อง 8,000 ชั่วโมงต่อปี

พลังงานที่ผลิตได้ = 330 x 8,000 = 2,640,000 หน่วยต่อปี

ถ้าใช้ดีเซล

  • ค่าความร้อนดีเซลราว 35.9 เมกะจูลต่อลิตร = 9.97 หน่วยไฟฟ้าต่อลิตร (ถ้าแปลงได้ 100%)
  • สมมติประสิทธิภาพไฟฟ้ารวมของชุดเจนเซ็ต 38% จะได้อัตราสิ้นเปลือง ประมาณ 0.26 ลิตรต่อหน่วย
  • ทั้งปีต้องใช้น้ำมันราว 697,000 ลิตร
  • ที่ราคาดีเซลหน้าปั๊ม 36.69 บาทต่อลิตร (ปตท./บางจาก 8 ส.ค. 2569) = ราว 25.5 ล้านบาทต่อปี เฉพาะค่าน้ำมัน

ถ้าใช้ก๊าซชีวภาพ

  • ก๊าซชีวภาพที่มีมีเทน 60% มีค่าความร้อนราว 21.5 เมกะจูลต่อลูกบาศก์เมตรมาตรฐาน = 5.98 หน่วยต่อ Nm3
  • ที่ประสิทธิภาพ 38% เท่ากัน ต้องใช้ราว 0.44 Nm3 ต่อหน่วยไฟฟ้า
  • ทั้งปีต้องใช้ก๊าซราว 1,161,000 Nm3 หรือประมาณ 3,480 Nm3 ต่อวัน
  • ค่าเชื้อเพลิง = ศูนย์ ถ้าก๊าซมาจากของเสียของโรงงานหรือฟาร์มตัวเอง ที่เดิมต้องจ่ายเงินบำบัดหรือเผาทิ้งที่แฟลร์อยู่แล้ว

ถ้าเทียบกับการซื้อไฟจากระบบที่ 4.50 บาทต่อหน่วย พลังงาน 2,640,000 หน่วยนั้นคิดเป็นค่าไฟที่ประหยัดได้ ราว 11.9 ล้านบาทต่อปี (แทนราคาค่าไฟจริงจากบิลของคุณเองได้เลย)

นี่คือคำตอบที่แท้จริงของคำถามตั้งต้น ส่วนต่างค่าเครื่อง 5.35 ล้านบาทที่ดูน่ากลัวตอนเซ็นใบสั่งซื้อ ยืนอยู่ข้างกระแสเงินสดปีละสิบล้านบวก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมโรงงานแป้งมัน โรงงานเอทานอล และฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ถึงยอมจ่าย

แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าคืนทุนในปีเดียว ตัวเลข 11.9 ล้านบาทข้างบนเป็นค่าไฟที่ประหยัดได้ ไม่ใช่กำไร ก่อนจะได้กำไรจริงต้องหักออกก่อนอีกหลายก้อน คือระบบปรับสภาพก๊าซ (ไม่รวมในราคา 6.5 ล้าน) งานโยธาและห้องเครื่อง งานเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ค่าดูแลรักษาต่อหน่วยไฟฟ้า ค่าคนเดินระบบ และที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงว่าบ่อหมักจะผลิตก๊าซได้ครบ 3,480 ลูกบาศก์เมตรต่อวันจริงหรือไม่ ถ้าก๊าซมาไม่ถึง เครื่อง 412.5 kVA ก็จะกลายเป็นเครื่องที่เดินโหลดต่ำตลอดเวลา ซึ่งไม่คุ้มทั้งเงินและอายุเครื่อง

คำนวณจุดคุ้มทุนจริง: RB415NT เดินวันละ 12 ชั่วโมง

คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดหลังเห็นราคา 6.5 ล้านบาท คือ “ถ้าเดินวันละ 12 ชั่วโมง จะคืนทุนกี่ปี” มาคำนวณให้ดูแบบเปิดสมมติฐานทุกตัวเหมือนเดิม

ตัวแปร ค่าที่ใช้
กำลังไฟฟ้า 330 kW (412.5 kVA)
ชั่วโมงเดินเครื่อง 12 ชั่วโมงต่อวัน
เงินลงทุน (เฉพาะตัวเครื่อง) 6,500,000 บาท ก่อน VAT ไม่รวมระบบปรับสภาพก๊าซ
ก๊าซที่ต้องใช้ ราว 1,742 Nm3 ต่อวัน (ที่มีเทน 60%)
พลังงานที่ผลิตได้ 1,445,400 หน่วยต่อปี (เดินทุกวัน) หรือ 990,000 หน่วยต่อปี (เดินเฉพาะ จ.-ศ.)

จุดคุ้มทุนแบบง่าย (ปี) กรณีเดินทุกวัน 365 วัน — แถวคือค่าไฟที่คุณจ่ายอยู่ คอลัมน์คือค่าดูแลรักษาที่หักออก

ค่าไฟ (บาท/หน่วย) ค่า O&M 0.50 ค่า O&M 0.75 ค่า O&M 1.00
3.50 1.5 ปี 1.6 ปี 1.8 ปี
4.00 1.3 ปี 1.4 ปี 1.5 ปี
4.50 1.1 ปี 1.2 ปี 1.3 ปี
5.00 1.0 ปี 1.1 ปี 1.1 ปี

กรณีเดินเฉพาะวันทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ ราว 250 วันต่อปี ตัวเลขจะยืดออกตามสัดส่วนชั่วโมง

ค่าไฟ (บาท/หน่วย) ค่า O&M 0.50 ค่า O&M 0.75 ค่า O&M 1.00
3.50 2.2 ปี 2.4 ปี 2.6 ปี
4.00 1.9 ปี 2.0 ปี 2.2 ปี
4.50 1.6 ปี 1.8 ปี 1.9 ปี
5.00 1.5 ปี 1.5 ปี 1.6 ปี

สรุปสั้น ๆ: เดินวันละ 12 ชั่วโมง จุดคุ้มทุนของตัวเครื่องอยู่ราว 1.2 ถึง 1.8 ปี ถ้าเดินทุกวัน และราว 1.8 ถึง 2.4 ปี ถ้าเดินเฉพาะวันทำงาน โดยยังไม่รวมงบระบบปรับสภาพก๊าซ งานโยธา และงานเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะยืดตัวเลขออกไปอีกตามสภาพหน้างาน

ทำไม 12 ชั่วโมงถึงเป็นตัวเลขที่ฉลาด (และสิ่งที่ต้องเตรียม)

ตอนแรกผมคิดว่า 12 ชั่วโมงเป็นตัวเลขแปลก เพราะบ่อหมักผลิตก๊าซตลอด 24 ชั่วโมง แต่พอดูอัตราค่าไฟแบบ TOU ของไทยแล้วมันเข้าเค้ามาก

ช่วง On Peak ของทั้ง กฟน. และ กฟภ. คือ จันทร์ถึงศุกร์ เวลา 09.00 ถึง 22.00 น. รวม 13 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือคือ 22.00 ถึง 09.00 น. ของวันถัดไป รวมทั้งเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เป็น Off Peak ทั้งหมด ซึ่งค่าไฟถูกกว่ากันอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นการเดินเครื่องวันละ 12 ชั่วโมงในกรอบ On Peak ไม่ใช่การเดินเครื่องน้อยลง แต่คือการเลือกไปกินหน่วยที่แพงที่สุดของบิล คุณใช้ก๊าซปริมาณเท่าเดิม แต่เอาไปหักค่าไฟหน่วยที่ราคาสูงกว่า ผลตอบแทนต่อลูกบาศก์เมตรของก๊าซจึงดีกว่าการเดิน 24 ชั่วโมงแบบเฉลี่ย ๆ

แต่มีเงื่อนไขทางวิศวกรรมที่ต้องเตรียมสองข้อ

  • ต้องมีถังเก็บก๊าซ ในช่วง 12 ชั่วโมงที่เครื่องหยุด บ่อหมักยังผลิตก๊าซอยู่ ถ้าคิดที่อัตราเฉลี่ยราว 73 Nm3 ต่อชั่วโมง จะมีก๊าซสะสมราว 870 Nm3 ที่ต้องเก็บ ไม่ใช่เผาทิ้งที่แฟลร์ ถ้าเผาทิ้ง จุดคุ้มทุนที่คำนวณไว้ข้างบนจะไม่เกิดขึ้นจริง
  • ขนาดเครื่องต้องสอดคล้องกับก๊าซที่ผลิตได้จริงต่อวัน เครื่อง 412.5 kVA ที่เดิน 12 ชั่วโมง กินก๊าซเท่ากับเครื่องราว 206 kVA ที่เดิน 24 ชั่วโมง ถ้าบ่อของคุณผลิตก๊าซได้น้อยกว่า 1,742 Nm3 ต่อวัน เครื่องจะเดินไม่เต็มพิกัด และคุณจะจ่ายค่าเครื่องใหญ่เกินความจำเป็น

สรุปคือ ก่อนเคาะขนาดเครื่อง ให้วัดปริมาณก๊าซจริงต่อวันและเปอร์เซ็นต์มีเทนจริงก่อนเสมอ แล้วค่อยเลือกว่าจะเดิน 12 ชั่วโมงในกรอบ On Peak หรือเดิน 24 ชั่วโมงด้วยเครื่องที่เล็กลง ทั้งสองแบบใช้ก๊าซเท่ากัน แต่เงินลงทุนและผลตอบแทนต่างกันคนละเรื่อง

ข้อควรระวัง: ตัวเลขข้างบนเป็นการคำนวณเชิงสมมติฐานเพื่ออธิบายกลไก ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน ของจริงต้องคิดค่าดูแลรักษา ค่าระบบบำบัดก๊าซ ค่าเสื่อม ค่าใช้จ่ายบุคลากร และความเสี่ยงเรื่องปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จริงจากบ่อหมัก

7. แล้วเครื่องดีเซลก็ไม่ควรเอามาเดินยาว ๆ ด้วย

อีกเหตุผลหนึ่งที่การเทียบ “ดีเซล 412 kVA กับ ไบโอแก๊ส 412 kVA” เป็นการเทียบที่ไม่ตรงโจทย์ คือเครื่องดีเซลสำรองไฟไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เดินยาวทั้งปีตั้งแต่แรก

เครื่องดีเซลที่ถูกบังคับให้เดินที่โหลดต่ำนาน ๆ จะเกิดอาการที่เรียกว่า wet stacking คือน้ำมันดีเซลเผาไม่หมด ไหลลงไปสะสมในระบบไอเสียและห้องเผาไหม้ ทำให้เกิดคราบ วาล์วรั่ว และกำลังตก ในระยะยาวมันย่นอายุเครื่องอย่างมีนัยสำคัญ

ตรงกันข้าม เครื่องไบโอแก๊สถูกออกแบบให้เดินคงที่เต็มพิกัดตลอดเวลา และมันมีความสุขที่สุดเมื่อทำแบบนั้น

อยากอ่านเรื่องการเลือกขนาดให้เหมาะกับโหลดจริง แนะนำบทความ วิธีเลือกขนาดเครื่องปั่นไฟ และถ้าอยากแม่นเรื่องการแปลงหน่วย ลองอ่าน เครื่องปั่นไฟ 100kVA จ่ายไฟได้กี่แอมป์

8. สรุปตารางเดียว: เลือกอะไรดี

ถ้าสถานการณ์ของคุณคือ… คำตอบ
ต้องการไฟสำรองตอนไฟหลวงดับ วิ่งปีละไม่กี่สิบชั่วโมง ดีเซล ชัดเจน ถูกกว่า ติดตั้งเร็วกว่า สตาร์ตรับโหลดได้ใน 10 วินาที ไม่ต้องมีเชื้อเพลิงป้อนตลอด
มีของเสียอินทรีย์ปริมาณมากอยู่แล้ว (มูลสัตว์ น้ำเสียโรงงานแป้ง/เอทานอล/ปาล์ม/อาหาร) ไบโอแก๊ส คุ้มมาก เพราะเปลี่ยนต้นทุนบำบัดของเสียให้กลายเป็นรายได้
อยากลดค่าไฟฐาน แต่ไม่มีของเสียเป็นของตัวเอง อย่าเพิ่งซื้อ ต้นทุนซื้อวัตถุดิบมาป้อนบ่อหมักมักทำให้โครงการไม่คุ้ม
มีก๊าซแต่ปริมาณไม่แน่นอน แกว่งตามฤดูกาลมาก ต้องคุยเรื่องขนาดเครื่องให้ละเอียด เครื่องใหญ่เกินก๊าซ = เดินโหลดต่ำ ไม่คุ้ม
ต้องการทั้งไฟฐานจากก๊าซ และไฟสำรองตอนฉุกเฉิน ใช้ทั้งคู่ ไบโอแก๊สเดินฐาน ดีเซลเป็นตัวสำรอง เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในโรงงานจริง

9. เจ็ดคำถามที่ควรถามผู้ขายก่อนเซ็น

  1. ตัวเลข kVA บนใบเสนอราคาเป็นเรตอะไร ESP, PRP หรือ COP ถ้าไม่ระบุ ให้ขอเป็นลายลักษณ์อักษร
  2. อ้างอิงที่คุณภาพก๊าซเท่าไร เปอร์เซ็นต์มีเทนเท่าไร H2S กี่ ppm ถ้าก๊าซจริงของคุณแย่กว่านั้น กำลังที่ได้จะตกลง
  3. ราคานี้รวมระบบบำบัดก๊าซหรือยัง นี่คือข้อที่งบบานปลายบ่อยที่สุด
  4. ค่าดูแลรักษาต่อหน่วยไฟฟ้าเท่าไร รวมหัวเทียน น้ำมันเครื่อง กรอง และการโอเวอร์ฮอลตามรอบแล้วหรือยัง
  5. รอบเปลี่ยนหัวเทียนและน้ำมันเครื่องกี่ชั่วโมง และอะไหล่หาได้ในไทยไหม รอของกี่สัปดาห์
  6. ถ้าคุณภาพก๊าซเปลี่ยน ระบบปรับตัวอัตโนมัติหรือต้องเรียกช่าง
  7. มีทีมบริการในประเทศไหม เครื่องที่เดิน 8,000 ชั่วโมงต่อปี ทุกวันที่หยุดคือเงินที่หายไป

10. บริบทประเทศไทย: ทำไมเรื่องนี้กำลังจะสำคัญขึ้น

ก๊าซชีวภาพไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ในบ้านเรา ข้อมูลที่สมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทยเสนอเข้าสู่การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ ระบุเป้าหมายก๊าซชีวภาพรวม 1,700 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นส่วนที่มาจากน้ำเสียราว 474 เมกะวัตต์ และจากพืชพลังงานราว 1,197 เมกะวัตต์

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้ — เฉพาะน้ำเสียอุตสาหกรรมและปศุสัตว์ที่ยังปล่อยทิ้งอยู่ คิดเป็นราว 772 เมกะวัตต์ ส่วนพืชพลังงานมีศักยภาพถึงราว 4,050 เมกะวัตต์ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงที่สุดที่ราว 1,129 เมกะวัตต์

แปลเป็นภาษาคนทำโรงงาน: ถ้าคุณมีระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศอยู่แล้ว และตอนนี้ยังเผาก๊าซทิ้งที่แฟลร์ คุณกำลังเผาเงินอยู่ทุกวัน

สรุป

ที่ kVA เท่ากัน เครื่องไบโอแก๊สแพงกว่าเครื่องดีเซลด้วยเหตุผล 4 ชั้นซ้อนกัน

  1. ชั้นการวัด ตัวเลขบนป้ายมักคนละเรต ดีเซลบอก ESP ไบโอแก๊สบอก COP
  2. ชั้นฟิสิกส์ เครื่องจุดระเบิดด้วยหัวเทียนรีดกำลังจากบล็อกเท่ากันได้เพียง 60 ถึง 80% ของดีเซล จึงต้องซื้อเครื่องใหญ่กว่า
  3. ชั้นฮาร์ดแวร์ มีอีก 7 ระบบที่ดีเซลไม่มี ตั้งแต่ชุดจ่ายแก๊ส ระบบจุดระเบิด ไปจนถึงระบบบำบัดก๊าซและระบบความปลอดภัย
  4. ชั้นตลาด ดีเซลเจนเซ็ตเป็นสินค้ามวลชนที่ผลิตทีละหมื่นชุด ส่วนเจนเซ็ตก๊าซชีวภาพเป็นงานเฉพาะทางที่ต้องออกแบบตามคุณภาพก๊าซของแต่ละไซต์

แต่ถ้าคุณมีก๊าซของตัวเองอยู่แล้ว ตรรกะทั้งหมดกลับด้าน เพราะสิ่งที่คุณซื้อไม่ใช่ “เครื่องปั่นไฟที่แพงกว่า” แต่คือเครื่องจักรที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นไฟฟ้าไปอีก 15 ถึง 20 ปี

ดูรุ่นและสเปกได้ที่หน้าเครื่องปั่นไฟไบโอแก๊ส และถ้าอยากเข้าใจกระบวนการตั้งแต่บ่อหมักจนถึงหน้าตู้ไฟ อ่านต่อได้ที่ หลักการทำงานของเครื่องปั่นไฟไบโอแก๊ส ส่วนใครที่อ่านจบแล้วสรุปว่าโจทย์ตัวเองคือไฟสำรองล้วน ๆ ก็ข้ามไปดูเครื่องปั่นไฟ Cummins หรือเครื่องปั่นไฟ SDEC ราคาถูก ได้เลย

ปรึกษาการเลือกขนาดและเปรียบเทียบสองแนวทางกับทีมงาน S.E.A. Power Gent โทร 097-146-3594 หรือ 080-056-0777

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • เครื่องปั่นไฟไบโอแก๊สกับเครื่องดีเซลที่ kVA เท่ากัน ราคาต่างกันเพราะอะไร? ตัวอย่างจริงจากที่ S.E.A. Power Gent จำหน่าย ที่พิกัดใกล้กันที่สุด ชุดเจนเซ็ตไบโอแก๊ส MAN RB415NT ขนาด 412.5 kVA ราคา 6,500,000 บาท ก่อน VAT และยังไม่รวมระบบปรับสภาพก๊าซ ขณะที่เครื่องปั่นไฟดีเซล Cummins TC410T ขนาด 413 kVA ราคาเริ่มต้น 1,150,000 บาท คิดเป็นแพงกว่าราว 5.7 เท่า เหตุผลหลักมี 4 ข้อ หนึ่งคือตัวเลข kVA มักคิดคนละเรต ดีเซลสำรองไฟบอกค่า ESP ที่วิ่งได้ปีละไม่กี่ร้อยชั่วโมง ส่วนไบโอแก๊สบอกค่า COP ที่วิ่งต่อเนื่องได้ 8,000 ชั่วโมงต่อปี สองคือเครื่องจุดระเบิดด้วยหัวเทียนรีดกำลังจากบล็อกขนาดเท่ากันได้เพียง 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องดีเซล จึงต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่กว่า สามคือมีระบบเพิ่มอีก 7 ระบบที่ดีเซลไม่มี เช่น ชุดจ่ายแก๊ส ระบบจุดระเบิด ระบบตรวจน็อก และระบบบำบัดก๊าซ และสี่คือเจนเซ็ตก๊าซชีวภาพเป็นงานเฉพาะทางที่ผลิตจำนวนน้อยกว่าเครื่องดีเซลมาก
  • ทำไมเครื่องยนต์แก๊สความจุเท่ากับเครื่องดีเซล ถึงให้กำลังน้อยกว่า? เพราะอาการชิงจุดระเบิดหรือน็อก เครื่องดีเซลอัดอากาศบริสุทธิ์แล้วค่อยฉีดน้ำมัน จึงใช้อัตราส่วนอัดสูงได้ถึง 12 ถึง 17 ต่อ 1 ส่วนเครื่องแก๊สผสมเชื้อเพลิงกับอากาศก่อนเข้าห้องเผาไหม้ ถ้าอัดแรงเกินไปส่วนผสมจะระเบิดเอง จึงจำกัดอยู่ราว 9 ถึง 12 ต่อ 1 นอกจากนี้ก๊าซชีวภาพมีคาร์บอนไดออกไซด์ปนอยู่ 35 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่ให้พลังงาน ตัวอย่างจาก M.A.N. คือเครื่องดีเซล D2862 ความจุ 24.2 ลิตรให้ได้ถึง 1,117 กิโลวัตต์ ขณะที่เครื่องแก๊ส E3262 ความจุ 25.8 ลิตรให้ 500 กิโลวัตต์ไฟฟ้า
  • เครื่องยนต์ M.A.N. สำหรับก๊าซชีวภาพมีรุ่นอะไรบ้าง และให้กำลังเท่าไร? M.A.N. ประกาศพิสัยกำลังสำหรับก๊าซชีวภาพไว้ดังนี้ E0834 4 สูบ 4.6 ลิตร 68 กิโลวัตต์ E0836 6 สูบ 6.9 ลิตร 110 กิโลวัตต์ E2876 6 สูบ 12.8 ลิตร 130 ถึง 220 กิโลวัตต์ E3268 8 สูบ 17.2 ลิตร 320 ถึง 390 กิโลวัตต์ E3262 12 สูบ 25.8 ลิตร 450 ถึง 580 กิโลวัตต์ และ E3872 12 สูบ 29.6 ลิตร 735 กิโลวัตต์ โดยรุ่น E3872 ทำประสิทธิภาพเชิงกลได้ถึง 44.0 เปอร์เซ็นต์
  • ก๊าซชีวภาพทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นจริงไหม? จริงถ้าไม่บำบัดก๊าซให้ดีพอ ไฮโดรเจนซัลไฟด์เมื่อเผาไหม้จะรวมกับไอน้ำกลายเป็นกรดกำมะถันอ่อน กัดอินเตอร์คูลเลอร์ แบริ่ง และชิ้นส่วนที่มีทองแดง ส่วนไซล็อกเซนจะกลายเป็นซิลิกาแข็งเกาะในห้องเผาไหม้ ทำหน้าที่เหมือนกระดาษทราย เอกสารทางเทคนิคระบุว่าในกรณีรุนแรงอายุหัวเทียนสั้นลงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องยนต์ก๊าซมาตรฐานที่ใช้ก๊าซจากบ่อขยะอาจมีอายุฝาสูบสั้นลง 50 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้น้ำมันเครื่องของเครื่องก๊าซชีวภาพเปลี่ยนที่ราว 400 ชั่วโมง ขณะที่เครื่องก๊าซธรรมชาติสะอาดยืดได้ถึง 8,000 ชั่วโมง
  • เครื่องปั่นไฟไบโอแก๊สคุ้มค่าเมื่อไร? คุ้มเมื่อคุณมีของเสียอินทรีย์ปริมาณมากเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เช่น มูลสัตว์จากฟาร์ม หรือน้ำเสียจากโรงงานแป้งมัน เอทานอล ปาล์ม และแปรรูปอาหาร เพราะค่าเชื้อเพลิงเท่ากับศูนย์และยังลดต้นทุนบำบัดของเสียไปพร้อมกัน ตัวอย่างเชิงสมมติที่ 330 กิโลวัตต์เดิน 8,000 ชั่วโมงต่อปี จะผลิตไฟได้ 2,640,000 หน่วย ซึ่งถ้าซื้อไฟจากระบบที่ 4.50 บาทต่อหน่วยคิดเป็นราว 11.9 ล้านบาทต่อปี กรณีเดินวันละ 12 ชั่วโมง จุดคุ้มทุนเฉพาะตัวเครื่อง MAN RB415NT ราคา 6,500,000 บาท อยู่ราว 1.2 ถึง 1.8 ปี ถ้าเดินทุกวัน และราว 1.8 ถึง 2.4 ปี ถ้าเดินเฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ ที่ค่าไฟ 3.50 ถึง 5.00 บาทต่อหน่วยและค่าดูแลรักษา 0.50 ถึง 1.00 บาทต่อหน่วย โดยยังไม่รวมระบบปรับสภาพก๊าซและงานโยธา ในทางกลับกันถ้าไม่มีก๊าซเป็นของตัวเองและต้องซื้อวัตถุดิบมาป้อนบ่อหมัก โครงการมักไม่คุ้ม และควรใช้เครื่องปั่นไฟดีเซลเป็นไฟสำรองแทน

ไบโอแก๊สไม่ใช่เชื้อเพลิงทางเลือกเดียวที่ถูกพูดถึง ไฮโดรเจนคือตัวที่มาแรงที่สุดในระดับโลกปี 2569 แต่เงื่อนไขต่างกันคนละเรื่อง — ไบโอแก๊สมีเชื้อเพลิงอยู่ในกิจการอยู่แล้ว ส่วนไฮโดรเจนยังไม่มีขายในไทย เราเทียบต้นทุนต่อหน่วย พื้นที่เก็บเชื้อเพลิง และสถานะกฎหมายไทยไว้ที่ เครื่องยนต์ไฮโดรเจน จากปี 1807 ถึงเครื่องปั่นไฟไฮโดรเจนวันนี้