Zone 2 Generator คือ อะไร? ทำไมเครื่อง 60 kVA ราคา 6 ล้านบาท ขณะที่ Cummins 62.5 kVA อยู่ที่ 280,000

ลองนึกภาพใบเสนอราคาเครื่องปั่นไฟดีเซลขนาด 60 kVA หนึ่งใบ ที่ตัวเลขท้ายใบไม่ใช่หลักแสน แต่เป็น 6,000,000 บาท ไม่ใช่หกแสน ไม่ใช่พิมพ์ผิด หกล้านบาทสำหรับเครื่อง 60 kVA ตัวเดียว ขณะที่เครื่องปั่นไฟ Cummins ขนาด 62.5 kVA ใหม่เอี่ยมพร้อมรับประกัน ที่เราขายอยู่ทุกวันนี้ ราคาเริ่มต้น 280,000 บาท

ต่างกัน 21 เท่า ทั้งที่กำลังไฟอยู่ในระดับเดียวกัน ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลลูกสูบเหมือนกัน หมุน 1,500 รอบต่อนาทีเหมือนกัน และจ่ายไฟสามเฟสให้โหลดแบบเดียวกัน

ความแตกต่างทั้งหมดอยู่ที่คำสองคำบนป้ายข้างตู้ — ZONE 2

บทความนี้จะพาไปดูว่าคำสองคำนั้นหมายถึงอะไร มันมาจากไหน ทำไมมันถึงแพงขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่กำลังจะเซ็นใบสั่งซื้อ — คุณจำเป็นต้องจ่ายเท่านั้นจริงหรือเปล่า คำตอบขึ้นอยู่กับผลการจำแนกบริเวณอันตรายของไซต์ ซึ่งต้องทำโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น และในหลายกรณีผลออกมาว่าไม่ต้อง

เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อ 214 ปีก่อน ในเหมืองถ่านหินที่มีคนตาย 92 ศพ

สรุปให้ก่อนใน 90 วินาที

  • Zone 2 ไม่ใช่ยี่ห้อ ไม่ใช่รุ่น แต่เป็นการจัดชั้นพื้นที่ — หมายถึงบริเวณที่ตามปกติแล้วไม่มีไอระเหยหรือก๊าซไวไฟผสมอยู่ในอากาศจนถึงระดับที่ระเบิดได้ แต่ถ้าเกิดมีขึ้นมา ก็จะอยู่แค่ช่วงสั้น ๆ (นิยามตาม IEC 60079-10-1)
  • Zone 2 Generator = เครื่องปั่นไฟที่ถูกออกแบบและรับรองให้ทำงานในพื้นที่นั้นได้โดยตัวมันเองไม่กลายเป็นตัวจุดระเบิด — ระดับอุปกรณ์ตาม ATEX คือ Category 3G, EPL Gc
  • ต้นตอของเรื่องคือตะเกียงนิรภัยปี 1815 ที่แก้ปัญหาแก๊สมีเทนระเบิดในเหมืองถ่านหินอังกฤษ หลักการ “ให้ไฟไหม้ข้างในได้ แต่ห้ามลามออกมาข้างนอก” ที่ฮัมฟรี เดวี คิดค้นไว้ ยังเป็นหัวใจของอุปกรณ์กันระเบิดจนถึงวันนี้
  • ที่มันแพงไม่ใช่เพราะค่ากระดาษ — ใบรับรอง ATEX ระดับ Category 3 มีต้นทุนราว 5,000-10,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของส่วนต่างราคาหลายล้านบาท ตัวที่แพงจริงคือฮาร์ดแวร์ กับการที่มันผลิตทีละตัว
  • ราคาตลาดโลกที่ประกาศจริง — เครื่อง Zone 2 ขนาด 60-65 kVA จากผู้ผลิตจีนที่ประกาศราคาเปิด อยู่ที่ 109,000-181,000 ดอลลาร์ต่อชุด หรือราว 3.6-6.0 ล้านบาท ตัวเลข 6 ล้านบาทที่ยกมาข้างบนจึงไม่ใช่การโก่งราคา แต่คือราคาตลาดของสินค้าประเภทนี้จริง ๆ
  • ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในวงการ — Zone 2 (Category 3) ตาม ATEX 2014/34/EU ไม่บังคับให้ต้องมี Notified Body มาตรวจ ผู้ผลิตประกาศรับรองตัวเองได้ตามกฎหมาย ที่ต้องมีใบรับรองบุคคลที่สามเพราะ ลูกค้าเรียก ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ
  • ATEX ไม่ใช่กฎหมายไทย — เราตรวจกฎกระทรวงและประกาศที่เกี่ยวข้องแล้วไม่พบคำว่า ATEX ในฉบับใดเลย ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IECEx และเราไม่พบ มอก. ที่รับ IEC 60079 มาใช้ แต่กฎหมายไทย ยอมรับ ใบรับรองจากสถาบันต่างประเทศหลายแห่งที่เป็น ATEX notified body
  • กฎหมายไทยใช้สองระบบพร้อมกัน — กิจการน้ำมันใช้คำว่า “บริเวณอันตรายแบบที่ 1 และ 2” ซึ่งถ้อยคำใกล้เคียง Class I Division 1/2 ของอเมริกา ส่วน LPG ใช้ “แบบที่ 1, 2 และ 3” ที่เพิ่มระดับที่สามซึ่งไม่มีคู่เทียบตรง ๆ ในระบบอเมริกา ขณะที่ก๊าซธรรมชาติและ NGV ใช้คำว่า “โซน 0 โซน 1 และ โซน 2” แบบ IEC ตรง ๆ เลย
  • ทางออกที่ถูกกว่ามาก ที่ต้องให้วิศวกรยืนยันก่อน — ในหลายไซต์ วิธีที่วิศวกรใช้จริงคือย้ายเครื่องปั่นไฟออกไปนอกขอบเขตพื้นที่อันตราย แล้วเดินสายเข้าไปแทน ค่าเดินสายหลักแสน เทียบกับส่วนต่างเครื่องหลายล้าน
  • ข้อจำกัดของบทความนี้ — นี่คือข้อมูลทางวิศวกรรมและเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การจำแนกบริเวณอันตรายและการเลือกอุปกรณ์สำหรับพื้นที่อันตรายต้องทำโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาต และต้องอ้างอิงตัวบทกฎหมายฉบับปัจจุบันเสมอ

หมายเหตุเรื่องการเขียนปี: บทความนี้ใช้ ปี ค.ศ. กับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และเลขปีของมาตรฐานต่างประเทศ (เพราะเอกสารต้นฉบับใช้ ค.ศ. ทั้งหมด) และใช้ ปี พ.ศ. กับกฎหมายไทยและข้อมูลราคาปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ตลอดบทความคือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 33.06 บาท (18 สิงหาคม 2569)

1. ปี 1812 ที่เหมืองเฟลลิง: จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

วันที่ 25 พฤษภาคม 1812 ที่เหมืองถ่านหินเฟลลิง เมืองเกตส์เฮด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เกิดการระเบิดใต้ดิน คนงานและเด็กเสียชีวิต 92 คน

สาเหตุคือสิ่งที่คนงานเหมืองเรียกว่า firedamp — ก๊าซมีเทนที่ซึมออกมาจากชั้นถ่านหิน มันไม่มีสี ไม่มีกลิ่นที่ชัดเจน และเมื่อผสมกับอากาศในสัดส่วนที่พอเหมาะ มันจะระเบิดได้ทันทีที่เจอเปลวไฟ

ปัญหาคือคนงานเหมืองในยุคนั้นต้องใช้ ตะเกียงเปลวไฟเปิด ในการมองเห็น พูดง่าย ๆ คือทุกคนถือชนวนระเบิดเดินอยู่ในถังดินปืน

บาทหลวงประจำตำบลชื่อ จอห์น ฮอดจ์สัน เขียนหนังสือเล่มเล็กความยาว 16 หน้า วิเคราะห์สาเหตุการระเบิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นความพยายามแรก ๆ ในโลกที่ทำแบบนั้น หนังสือเล่มนั้นสร้างแรงกดดันสาธารณะจนเกิดสมาคมชื่อ Society for Preventing Accidents in Coal Mines ขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม 1813 และสมาคมนี้เองที่ไปดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับประเทศเข้ามาแก้ปัญหา

2. ตะเกียงสามดวง กับข้อพิพาทที่กินเวลา 18 ปี

ปี 1813-1816 มีคนสามคนคิดค้นตะเกียงนิรภัยแทบจะพร้อมกัน

คน วันที่สำคัญ วิธีของเขา
วิลเลียม เรด แคลนนี แพทย์ 20 พฤษภาคม 1813 วิลเลียม อัลเลน นำเสนอตะเกียงของแคลนนีต่อ Royal Society of Arts ใช้สูบลมกับผนึกน้ำแยกเปลวไฟออกจากอากาศภายนอก ใช้งานยาก
จอร์จ สตีเฟนสัน ช่างเครื่องเหมือง 21 ตุลาคม 1815 ทดสอบในเหมืองคิลลิงเวิร์ธด้วยตัวเองต่อหน้าก๊าซจริง ให้อากาศเข้าผ่านท่อแคบมากจนเปลวไฟเดินย้อนกลับออกไปไม่ได้
ฮัมฟรี เดวี นักเคมีชั้นนำของอังกฤษ เริ่มทดลอง 9 ตุลาคม 1815 ร่วมกับไมเคิล ฟาราเดย์ เสนอต่อ Royal Society 9 พฤศจิกายน 1815 ครอบเปลวไฟด้วยตะแกรงลวดถี่ อากาศผ่านได้ แต่เปลวไฟผ่านไม่ได้

ตะเกียงเดวีถูกนำลงไปทดสอบในเหมืองจริงครั้งแรกที่เหมืองเฮบเบิร์นเมื่อ 9 มกราคม 1816 และเดวีตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Philosophical Transactions of the Royal Society เล่มที่ 106 ปีเดียวกัน ได้รับเหรียญ Rumford Medal และเงินรางวัลจากการเรี่ยไรสาธารณะ

สตีเฟนสันไม่พอใจ เพราะตะเกียงของเขาถูกทดสอบในเหมืองจริงก่อนของเดวีหลายสัปดาห์ ข้อพิพาทนี้ยืดเยื้อจนกระทั่งปี 1833 คณะกรรมาธิการสภาสามัญชนอังกฤษตัดสินว่าสตีเฟนสัน มีสิทธิ์ในการอ้างการประดิษฐ์เท่าเทียมกับเดวี ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเดวีเสียชีวิตไปแล้วสี่ปี โดยตัวเดวีเองไม่เคยยอมรับข้ออ้างของสตีเฟนสันเลยตลอดชีวิตของเขา

ทำไมเรื่องตะเกียงถึงสำคัญกับเครื่องปั่นไฟราคาหกล้าน

เพราะหลักการทางฟิสิกส์ของตะเกียงเดวีคือหลักการเดียวกับที่ใช้ในตู้ควบคุมกันระเบิดของเครื่องปั่นไฟ Zone 1 และ Zone 2 ทุกตัวในโลกวันนี้

ตะแกรงลวดของเดวีทำงานสองอย่างพร้อมกัน — รูมันเล็กเกินกว่าที่เปลวไฟจะแทรกผ่านไปได้ และเนื้อโลหะดูดความร้อนออกจากเปลวไฟจนอุณหภูมิตกลงต่ำกว่าจุดติดไฟ ไฟจึงลุกอยู่ข้างในได้ แต่ลามออกมาข้างนอกไม่ได้

วันนี้เราเรียกหลักการนี้ว่า flameproof enclosure หรือรหัส Ex d ตามมาตรฐาน IEC 60079-1 มันคือกล่องโลหะหนาที่ยอมให้เกิดการระเบิดข้างในได้ แต่ออกแบบรอยต่อและทางเข้าสายให้เป็นช่องแคบยาว บังคับให้ก๊าซร้อนต้องไหลผ่านช่องนั้นจนเย็นลงก่อนออกสู่ภายนอก ต่างจากตะเกียงเดวีแค่วัสดุกับความประณีตเท่านั้น หลักคิดเหมือนกันทุกประการ

3. จากตะเกียงเป็นมาตรฐาน: 1929, 1977, และ IEC 60079

หลังยุคตะเกียง อุตสาหกรรมใช้เวลาอีกร้อยปีกว่าจะเปลี่ยน “วิธีที่ได้ผล” ให้กลายเป็น “ข้อกำหนดที่วัดได้”

ปี เหตุการณ์
1929 อังกฤษออก BS 229:1929 (13 มีนาคม 1929) ข้อกำหนดสำหรับ flameproof enclosure ของบริภัณฑ์ไฟฟ้าในเหมืองและสถานที่ที่อาจมีบรรยากาศระเบิดได้ พร้อมวิธีทดสอบ นี่คือมาตรฐานกันระเบิดฉบับแรก ๆ ของโลก
ราวปี 1972 มีการอ้างถึงการออก IEC 79-10 ว่าด้วยการจำแนกพื้นที่อันตราย ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ IEC 60079-10-1 ที่ใช้กันทุกวันนี้ (ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ ยังไม่ได้ตรวจกับ IEC โดยตรง)
1977 ยุโรปออก EN 50018:1977 flameproof enclosure ชนิด d ในชุดมาตรฐาน EN 50014-50019 ซึ่งเป็นชุดมาตรฐาน Ex ชุดแรกที่ยุโรปใช้ร่วมกัน
ต้นทศวรรษ 2000 ชุด EN 50014 ถูกแทนที่ด้วยชุด EN 60079 ที่แปลงมาจาก IEC โดยตรง ทำให้ยุโรปกับสากลใช้เนื้อหาเดียวกัน

ทุกวันนี้ IEC 60079 เป็นชุดมาตรฐานใหญ่ที่มีหลายสิบส่วน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั่นไฟโดยตรงคือ

ส่วน เรื่อง ฉบับล่าสุด
IEC 60079-0 ข้อกำหนดทั่วไปของบริภัณฑ์ ฉบับที่ 7.0 (2017)
IEC 60079-1 การป้องกันด้วยกล่องทนระเบิด ชนิด d ฉบับที่ 7.0 (2014)
IEC 60079-2 การป้องกันด้วยกล่องอัดความดัน ชนิด p ฉบับที่ 6.0 (2014)
IEC 60079-7 การป้องกันด้วยความปลอดภัยเพิ่ม ชนิด e และ ec ฉบับที่ 5.1 (2017)
IEC 60079-10-1 การจำแนกพื้นที่ บรรยากาศก๊าซระเบิดได้ ฉบับที่ 3.0 (2020)
IEC 60079-11 ความปลอดภัยโดยเนื้อแท้ ชนิด i ฉบับที่ 7.0 (2023)
IEC 60079-14 การออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าในพื้นที่อันตราย ฉบับที่ 6.0 (2024)
IEC 60079-15 การป้องกันชนิด n ฉบับที่ 5.0 (2017)

จุดที่คนอ่านสเปกแล้วงงบ่อยที่สุด: Ex nA กับ Ex ec

ถ้าคุณเห็นสเปกอัลเทอร์เนเตอร์เขียนว่า Ex nA ในเอกสารเก่า แล้วเห็น Ex ec ในเอกสารใหม่ ไม่ใช่คนละของ มันคือของเดียวกัน

IEC 60079-7 ฉบับที่ 5.0 (มิถุนายน 2015) ย้ายข้อกำหนดของ nA ออกมาจาก 60079-15 มาอยู่ในตัวเอง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ec ต่อมา IEC 60079-15 ฉบับที่ 5.0 (ธันวาคม 2017) บันทึกไว้ในคำนำอย่างชัดเจนว่า type of protection nA ตอนนี้เรียกว่า ec แล้ว

แต่อย่าไปบอกใครว่า Ex nA ผิดกฎหมาย เพราะรายการมาตรฐานที่ปรับกลมกลืนกับ ATEX ยังอ้างถึง EN 60079-15:2010 อยู่ ใบรับรองเก่าที่มาร์กว่า nA จึงยังใช้ได้ตามปกติจนกว่าจะต่ออายุใหม่

4. ATEX: ตอนที่ยุโรปเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นกฎหมาย

คำว่า ATEX ย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส ATmosphères EXplosibles และหมายถึงคำสั่ง (Directive) ของสหภาพยุโรปสองฉบับที่ทำงานคู่กันคนละหน้าที่

ฉบับ บังคับใคร เนื้อหา
2014/34/EU
(รับรอง 26 ก.พ. 2014 บังคับใช้ 20 เม.ย. 2016)
ผู้ผลิต ต้องสร้างและรับรองอุปกรณ์อย่างไรจึงจะขายในยุโรปได้ แทนที่ฉบับเดิม 94/9/EC ที่รับรองเมื่อ 23 มีนาคม 1994 และบังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2003
1999/92/EC
(รับรอง 16 ธ.ค. 1999)
เจ้าของสถานที่ ต้องประเมินความเสี่ยงการระเบิด แบ่งโซนพื้นที่ เลือก Category ของอุปกรณ์ให้ตรงโซน จัดทำเอกสารป้องกันการระเบิด และติดป้ายเตือน EX สามเหลี่ยมเหลืองดำ

สองฉบับนี้คือสองครึ่งของระบบเดียวกัน ฉบับหนึ่งบอกโรงงานผลิตเครื่องว่าจะสร้างยังไง อีกฉบับบอกเจ้าของแท่นขุดเจาะว่าจะเอาเครื่องแบบไหนไปวางตรงไหนได้

อีกระบบที่มักถูกพูดถึงคู่กันคือ IECEx ซึ่งเป็นระบบรับรองความสอดคล้องที่ดำเนินการภายใต้ IEC ต่างจาก ATEX ตรงที่

  • ATEX เป็น กฎหมาย ในสหภาพยุโรป และมีผลเฉพาะในยุโรป ส่วน IECEx เป็น ระบบสมัครใจ แต่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
  • ATEX ออก EU-type examination certificate ส่วน IECEx ออก Certificate of Conformity (CoC) พร้อมรายงานทดสอบ ExTR และรายงานประเมินคุณภาพ QAR
  • IECEx บังคับให้ต้องทดสอบโดยบุคคลที่สามในทุกโซน และมี ฐานข้อมูลใบรับรองสาธารณะออนไลน์ ที่ค้นได้ทุกใบ — IECEx ระบุตรง ๆ ว่าถ้าใบรับรองไม่ปรากฏบนเว็บ แปลว่าใบนั้นไม่ได้ถูกออก
  • ตั้งแต่ปี 2005 มาตรฐานสำหรับบริภัณฑ์ไฟฟ้าของทั้งสองระบบเหมือนกันเกือบทั้งหมด ทดสอบชุดเดียวใช้ได้ทั้งคู่

เคล็ดลับสำหรับผู้ซื้อ: ถ้าซัพพลายเออร์อ้าง IECEx ให้ขอเลขใบรับรองแล้วไปค้นในฐานข้อมูลสาธารณะของ IECEx เอง ถ้าค้นไม่เจอ แปลว่าไม่มี ส่วน ATEX ไม่มีฐานข้อมูลกลางแบบนั้น และสำหรับ Category 3 ซึ่งก็คือ Zone 2 ผู้ผลิตอาจไม่มีใบรับรองจาก notified body เลยก็ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย (เหตุผลอยู่ในหัวข้อที่ 12) สิ่งที่ต้องขอจึงเป็น EU Declaration of Conformity ฉบับเต็ม พร้อมรายการมาตรฐานที่อ้างอิง และถ้ามีใบรับรองบุคคลที่สามด้วย ให้ขอสำเนาพร้อมเลขที่หน่วยรับรอง

5. Zone 0, Zone 1, Zone 2 คืออะไรกันแน่

นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด และเป็นจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

โซนไม่ได้บอกว่าอุปกรณ์อันตรายแค่ไหน แต่บอกว่าพื้นที่นั้นมีบรรยากาศระเบิดได้บ่อยแค่ไหน

นิยามตาม IEC 60079-10-1 ฉบับที่ 3.0 (2020) คือ

โซน นิยาม ตัวอย่างสถานที่
Zone 0 บริเวณที่มีบรรยากาศก๊าซระเบิดได้อยู่ ตลอดเวลา หรือเป็นเวลานาน หรือบ่อยครั้ง ภายในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือระดับของเหลว
Zone 1 บริเวณที่ น่าจะเกิด บรรยากาศก๊าซระเบิดได้เป็นครั้งคราวในการทำงานปกติ รอบจุดเติมน้ำมัน จุดระบายก๊าซ ห้องปั๊มที่มีการรั่วซึมได้ตามปกติ
Zone 2 บริเวณที่ ไม่น่าจะเกิด บรรยากาศก๊าซระเบิดได้ในการทำงานปกติ แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จะมีอยู่แค่ช่วงสั้น ๆ วงรอบนอกถัดจาก Zone 1 ออกมา พื้นที่รอบข้อต่อและหน้าแปลนที่ปกติไม่รั่ว

สำหรับฝุ่นระเบิดได้ใช้เลข Zone 20 / 21 / 22 ด้วยเกณฑ์ความถี่แบบเดียวกัน

เรื่องที่คนพูดกันทั่วไป แต่ไม่ได้อยู่ในมาตรฐาน

คุณจะเจอตัวเลขแบบนี้ในสไลด์อบรมและเว็บผู้ขายเกือบทุกเจ้า — Zone 0 มากกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี, Zone 1 อยู่ระหว่าง 10 ถึง 1,000 ชั่วโมงต่อปี, Zone 2 น้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อปี

ตัวเลขพวกนี้ ไม่ได้เขียนอยู่ในมาตรฐาน IEC 60079-10-1 เราตรวจตัวบทแล้ว มาตรฐานปฏิเสธที่จะระบุตัวเลขไว้โดยตรง และหมายเหตุใต้ข้อ 3.3.4 บอกว่าคำว่า “นาน” และ “บ่อยครั้ง” ไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดเป็นตัวเลข

หน่วยงาน HSE ของอังกฤษพูดชัดกว่านั้นอีก ว่ามีหลายแหล่งพยายามใส่ขีดจำกัดเวลาให้โซนเหล่านี้ แต่ไม่มีอันไหนได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเลย ตัวเลขที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือชุดข้างบน

ใช้ได้ในฐานะแนวทางความคิด แต่ อย่าเอาไปเขียนในเอกสารออกแบบว่าเป็นข้อกำหนดตามมาตรฐาน เพราะมันไม่ใช่

โซน จับคู่กับ Category และ EPL อย่างไร

เมื่อรู้โซนของพื้นที่แล้ว ATEX กำหนดว่าต้องใช้อุปกรณ์ระดับไหน

โซนของพื้นที่ ATEX Category ขั้นต่ำ EPL ระดับการป้องกัน
Zone 0 1G Ga สูงมาก ไม่เป็นแหล่งจุดระเบิดแม้ในภาวะขัดข้องที่เกิดขึ้นน้อยมาก
Zone 1 2G Gb สูง ไม่เป็นแหล่งจุดระเบิดในการทำงานปกติและในภาวะขัดข้องที่คาดหมายได้
Zone 2 3G Gc เพิ่มขึ้น ไม่เป็นแหล่งจุดระเบิดในการทำงานปกติ พร้อมการป้องกันเพิ่มบางส่วน

ทิศทางเดินทางเดียว — อุปกรณ์ Category 1 ใช้ได้ทั้ง Zone 0, 1 และ 2 อุปกรณ์ Category 2 ใช้ได้ใน Zone 1 และ 2 ส่วน Category 3 ใช้ได้เฉพาะ Zone 2 เท่านั้น

ดังนั้นคำว่า “เครื่องปั่นไฟ Zone 2” จึงแปลว่า Category 3G เป็นอย่างต่ำ ไม่ใช่ Category 3G เป๊ะ ๆ

และข้อเท็จจริงที่คนขายไม่ค่อยบอก — ไม่มีเครื่องปั่นไฟดีเซลสำหรับ Zone 0 มาตรฐานเครื่องยนต์ EN 1834-1 ครอบคลุมเฉพาะ Category 2 และ 3 คือ Zone 1 และ Zone 2 เท่านั้น เครื่องยนต์สันดาปภายในไม่มีเส้นทางไปสู่ Category 1

6. IIA IIB IIC และ T1 ถึง T6: ทำไม T3 ถึงเป็นเลขที่ทุกคนพูดถึง

รู้โซนอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องรู้อีกสองอย่าง คือ ก๊าซนั้นจุดติดง่ายแค่ไหน และ ผิวของอุปกรณ์ร้อนได้แค่ไหน

กลุ่มก๊าซ

กลุ่ม ก๊าซตัวแทน ความยาก
Group I firedamp คือมีเทนในเหมือง ใช้เฉพาะงานเหมืองใต้ดิน
IIA โพรเพน ง่ายที่สุดในสามกลุ่ม
IIB เอทิลีน ยากขึ้น ต้องออกแบบรัดกุมกว่า
IIC ไฮโดรเจนและอะเซทิลีน ยากที่สุด แพงที่สุด

เกณฑ์แบ่งกลุ่มใช้ค่า MESG (Maximum Experimental Safe Gap หรือระยะช่องว่างปลอดภัยสูงสุดจากการทดลอง) หรือ อัตราส่วนกระแสจุดระเบิดต่ำสุด (MIC ratio) อย่างใดอย่างหนึ่ง — IIA คือ MESG มากกว่า 0.90 มม. IIB คือ MESG มากกว่า 0.50 ถึง 0.90 มม. ส่วน IIC คือ MESG ไม่เกิน 0.50 มม.

ในทางการค้าเรื่องนี้มีผลกับราคาโดยตรง ชุดคิต Zone 2 มาตรฐานของผู้ผลิตอังกฤษบางเจ้ารับรองแค่ IIA ถ้าไซต์คุณระบุ IIB ราคาจะขยับขึ้นอีกขั้น

ชั้นอุณหภูมิ

ชั้น อุณหภูมิผิวสูงสุดที่ยอมให้
T1 450 องศาเซลเซียส
T2 300 องศาเซลเซียส
T3 200 องศาเซลเซียส
T4 135 องศาเซลเซียส
T5 100 องศาเซลเซียส
T6 85 องศาเซลเซียส

หลักคือ อุปกรณ์ทุกชิ้นในพื้นที่ต้องมีชั้นอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดติดไฟเองของก๊าซที่คาดว่าจะมีในบริเวณนั้น

T3 คือเลขที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซระบุบ่อยที่สุด และนี่คือจุดที่ทำให้เครื่องปั่นไฟดีเซลกลายเป็นปัญหาใหญ่

ลองนึกภาพ — เทอร์โบชาร์จเจอร์และท่อร่วมไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เดินงานเต็มโหลด มีอุณหภูมิผิวสูงเกิน 200 องศาเซลเซียส ไปไกลมาก และไม่ต้องถึงขั้นเดินเต็มพิกัดด้วยซ้ำ แค่เดินเครื่องตามปกติ ตัวเครื่องยนต์เองก็เป็นแหล่งจุดระเบิดที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว

ประเด็นที่คนไทยต้องระวังเป็นพิเศษ

ผู้ผลิตชุดคิต Zone 2 รายหนึ่งของอังกฤษระบุไว้ในเอกสารสินค้าว่า การเป็นไปตามชั้นอุณหภูมิที่รับรอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิแวดล้อมขณะใช้งาน และถ้าใช้งานเกิน 45 องศาเซลเซียส ต้องปรึกษาผู้ผลิตก่อน

ใบรับรองยุโรปส่วนมากอ้างอิงอุณหภูมิแวดล้อมออกแบบที่ 40-45 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขของยุโรป ไม่ใช่ของลานเหล็กในระยองตอนบ่ายสองของเดือนเมษายน

ถ้าคุณกำลังจะสั่ง Zone 2 มาใช้ในไทย ต้องระบุอุณหภูมิแวดล้อมออกแบบให้ชัดในใบสั่งซื้อ และขอให้ผู้ผลิตยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าชั้นอุณหภูมิที่รับรองยังใช้ได้ที่อุณหภูมิแวดล้อมของไซต์งานจริง

7. แล้วประเทศไทยใช้ระบบอะไร

นี่เป็นหัวข้อที่หาคำตอบตรง ๆ ยากที่สุดในบทความนี้ เพราะคำตอบคือ ไทยใช้สองระบบพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเชื้อเพลิงชนิดไหน

7.1 น้ำมันและ LPG ใช้ระบบ “แบบที่” ซึ่งเป็นแบบอเมริกัน

กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการน้ำมัน พ.ศ. 2556 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนที่ 29 ก หน้า 49 วันที่ 27 มีนาคม 2556) แบ่งพื้นที่เป็น บริเวณอันตรายแบบที่ 1 และ แบบที่ 2 ซึ่งถ้อยคำแทบจะตรงกับนิยาม Class I Division 1 และ Division 2 ของ NEC อเมริกา

กฎกระทรวงฉบับนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันประเภท ก ถึง ฉ, คลังน้ำมัน, และสถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สาม พร้อมตารางระบุขอบเขตพื้นที่อันตรายไว้ชัดเจน และกำหนดให้ต้องยื่น แบบแผนผังแสดงการแบ่งขอบเขตพื้นที่บริเวณอันตราย ต่อกรมธุรกิจพลังงาน

ส่วน LPG ใช้ กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 45 ก หน้า 39 วันที่ 12 กรกฎาคม 2564) ซึ่งแบ่งเป็น แบบที่ 1, 2 และ 3

7.2 ก๊าซธรรมชาติและ NGV ใช้คำว่า “โซน” ตรง ๆ

ตรงนี้คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้ — กฎหมายไทยมีคำว่า “โซน 2” เขียนอยู่จริง

ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง การกำหนดบริเวณอันตราย อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า มาตรฐานขั้นต่ำระบบไฟฟ้า การตรวจสอบและการออกหนังสือรับรองให้ผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2550 (เล่ม 124 ตอนพิเศษ 198 ง หน้า 37 วันที่ 20 ธันวาคม 2550) สำหรับสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ข้อ 5 เขียนไว้ตรงตัวว่าบริเวณอันตรายแบ่งเป็นสามโซน คือ โซน 0 โซน 1 และ โซน 2

และข้อ 8 ระบุว่าระบบไฟฟ้าในโซนเหล่านั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับ เช่น NFPA หมายเลข 70 (NEC) หรือ IEC ส่วนอุปกรณ์ต้องได้รับการรับรองจาก สมอ. หรือสถาบันต่างประเทศที่กรมธุรกิจพลังงานเชื่อถือ เช่น UL ของสหรัฐฯ, BASEEFA ของอังกฤษ, PTB ของเยอรมนี

ประกาศฉบับ NGV ปี 2547 (เล่ม 121 ตอนพิเศษ 13 ง หน้า 20 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547) ใช้โครงสร้างเดียวกัน

7.3 มาตรฐาน วสท. มีบทว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะ

มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2564 (วสท. 022001-22) มี บทที่ 7 บริเวณอันตราย ซึ่งครอบคลุมทั้งสองระบบ

  • หัวข้อ 7.2-7.5 ว่าด้วย บริเวณอันตรายประเภทที่ 1, 2 และ 3 พร้อมข้อกำหนดการเดินสายของแต่ละประเภท
  • หัวข้อ 7.6 ระบบที่ปลอดภัยในตัว (Intrinsically Safe Systems)
  • หัวข้อ 7.7 บริเวณอันตราย โซน 0 โซน 1 และ โซน 2
  • หัวข้อ 7.8 โซน 20 21 และ 22 สำหรับฝุ่น

และเนื่องจาก กฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ข้อ 14 บังคับให้การติดตั้งบริภัณฑ์ไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. อยู่แล้ว บทที่ 7 จึงถูกดึงเข้ามาเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายโดยอ้อม

วสท. ยังมีมาตรฐานเฉพาะเรื่องอีกสองเล่มที่เกี่ยวข้อง คือเล่ม บริเวณอันตราย (วสท. 022015-22) ที่แยกออกมาเป็นฉบับเต็ม และ มาตรฐานออกแบบและติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (วสท. 112002-16) พร้อมฉบับเพิ่มเติม (วสท. 112002-21)

7.4 สิ่งที่กฎหมายไทย “ไม่มี”

เราตรวจฐานข้อมูลกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 และเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน แล้วพบว่า

สิ่งที่หาก ผลการตรวจ
คำว่า ATEX ในกฎหมายไทย ไม่พบในฉบับใดเลย
มอก. ที่รับ IEC 60079 มาใช้ ไม่พบ เมื่อค้นในทะเบียนมาตรฐานทั้งหมดของ สมอ. ทั้งมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานบังคับ
ไทยเป็นสมาชิก IECEx ไม่อยู่ในรายชื่อประเทศสมาชิก ของ IECEx (สมอ. เป็นสมาชิก IECEE ซึ่งเป็นคนละระบบ)
กฎกระทรวงด้าน ความปลอดภัยในการทำงาน ที่แบ่งโซนพื้นที่อันตราย ไม่พบ กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดเพียงให้ควบคุมแหล่งจุดติดไฟทั่วไป ไม่มีการแบ่งโซน
ข้อกำหนดเรื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่อันตราย ในกฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ข้อ 19 พูดถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรื่องพื้นที่ การระบายอากาศ และการป้องกันกระแสเกิน แต่ไม่มีข้อความเรื่องการป้องกันการระเบิดเลย

สรุปสถานะทางกฎหมายของ ATEX ในไทย

ATEX เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายในประเทศไทย สิ่งที่กฎหมายไทยทำคือ ยอมรับ ใบรับรองจากสถาบันต่างประเทศบางแห่ง ซึ่งหลายแห่ง เช่น PTB, LCIE, CESI และ BASEEFA เดิม บังเอิญเป็น ATEX notified body อยู่ด้วย

นั่นคือ “ยอมรับ” ไม่ใช่ “บังคับ” การที่ไซต์งานในไทยระบุ ATEX ในสเปกจึงเป็น ข้อกำหนดตามสัญญาของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย

หมายเหตุความซื่อสัตย์: เราไม่พบเอกสารสาธารณะฉบับใดที่ระบุว่าผู้ประกอบการไทยรายใดรายหนึ่งกำหนดสเปก Zone 2 ในโครงการใด ข้อสรุปเรื่อง “เป็นข้อกำหนดตามสัญญา” จึงเป็นการประเมินจากโครงสร้างกฎหมายที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีเอกสารยืนยันโดยตรง

8. ทำไมเครื่องยนต์ดีเซลถึงเป็นตัวจุดระเบิดชั้นเยี่ยม

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมของแพง ต้องเข้าใจก่อนว่ามันต้องแก้อะไรบ้าง

ผู้ผลิตชุดป้องกันเครื่องยนต์รายหนึ่งจัดกลุ่มความเสี่ยงจากเครื่องยนต์ดีเซลไว้เป็นสามกลุ่ม ซึ่งเป็นกรอบคิดที่ชัดที่สุดที่เราเจอ

กลุ่มความเสี่ยง เกิดขึ้นได้อย่างไร
1. เปลวไฟลามผ่าน และการเร่งรอบหนีการควบคุม ก๊าซไวไฟรอบตัวเครื่องถูกดูดเข้าทางท่อไอดีพร้อมอากาศ ทำให้เกิดไฟย้อนกลับออกทางไอดี หรือไฟย้อนในไอเสีย และทำให้เครื่องเร่งรอบเองจนควบคุมไม่ได้
2. ผิวร้อน เทอร์โบ ท่อร่วมไอเสีย ท่อไอเสีย และหม้อพักเสียง มีอุณหภูมิผิวเกิน 200 องศาเซลเซียสตามปกติของการทำงาน
3. ประกายไฟ ประกายไฟฟ้าจากมอเตอร์สตาร์ท แปรงถ่าน หน้าสัมผัสรีเลย์ ประกายไฟกล จากเศษโลหะเสียดสี และ ไฟฟ้าสถิตจากสายพานพัดลม

เรื่อง diesel runaway ที่ควรอ่านให้จบ

ในสามกลุ่มข้างบน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ทำให้วิศวกรความปลอดภัยนอนไม่หลับ

เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีหัวเทียน มันจุดระเบิดด้วยความร้อนจากการอัดอากาศ ซึ่งแปลว่า ถ้ามีสิ่งที่เผาไหม้ได้เข้าไปในกระบอกสูบ มันจะเผา ไม่ว่าคุณจะอยากให้เผาหรือไม่

เมื่อเครื่องยนต์ดีเซลถูกวางอยู่ในบรรยากาศที่มีไอไฮโดรคาร์บอน มันจะดูดไอนั้นเข้าไปทางกรองอากาศ ไอนั้นกลายเป็นเชื้อเพลิงเสริม เครื่องเร่งรอบขึ้นเอง แล้วเมื่อรอบสูงขึ้น มันดูดอากาศ — และดูดก๊าซ — เข้าไปมากขึ้นอีก เป็นวงจรป้อนกลับที่เร่งตัวเอง

และตรงนี้คือส่วนที่น่ากลัวที่สุด ผู้ผลิตอุปกรณ์นิรภัยเครื่องยนต์อธิบายไว้ตรง ๆ ว่า ในสถานการณ์นี้ การบิดกุญแจปิดเครื่องไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะระบบดับเครื่องปกติทำงานด้วยการตัดน้ำมันดีเซล แต่ตอนนี้เชื้อเพลิงไม่ได้มาจากถังน้ำมันแล้ว มันมาจากอากาศรอบตัวเครื่อง

เครื่องจะเร่งรอบขึ้นเรื่อย ๆ จนพัง และตัวเครื่องที่กำลังเร่งรอบเกินพิกัดนั้นเองคือแหล่งจุดระเบิดชั้นดี ทั้งจากความร้อน ประกายไฟ และเศษโลหะที่กระเด็นตอนชิ้นส่วนแตก

ทางแก้มีทางเดียว — ต้องตัดอากาศ ไม่ใช่ตัดน้ำมัน

9. ของที่ต้องใส่เพิ่ม: บัญชีรายการฉบับสมบูรณ์

ต่อไปนี้คือรายการของที่ผู้ผลิตเพิ่มหรือเปลี่ยนจริง เพื่อแปลงเครื่องปั่นไฟดีเซลธรรมดาให้เป็นเครื่อง Zone 2 รวบรวมจากสเปกสินค้าที่ประกาศต่อสาธารณะของผู้ผลิตหลายเจ้าในอังกฤษ นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน

ข้อควรทราบ: บางรายการเป็นพื้นฐานของงาน Zone 2 ทุกงาน บางรายการเป็นออปชันหรือใช้เฉพาะงานนอกชายฝั่ง (ระบุไว้ในตาราง) เราไม่สามารถเผยแพร่รายการข้อกำหนดรายข้อของ EN 1834-1 ได้ เพราะตัวมาตรฐานเป็นเอกสารที่ต้องซื้อ ตารางนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตทำจริง ไม่ใช่ข้อความในมาตรฐาน

รายการ ทำหน้าที่อะไร ถ้าไม่มีจะเกิดอะไร
วาล์วตัดอากาศไอดี (air intake shut-off valve) ติดตั้งระหว่างกรองอากาศกับท่อร่วมไอดี สั่งปิดสนิททันทีเมื่อตรวจพบรอบเกิน ตัดอากาศเพื่อดับเครื่องเมื่อการตัดน้ำมันไม่ได้ผล เครื่องเร่งรอบหนีการควบคุมและกลายเป็นแหล่งจุดระเบิด นี่คือชิ้นที่สำคัญที่สุดในลิสต์
แฟลมอาเรสเตอร์ทางไอดี กันเปลวไฟจากห้องเผาไหม้ย้อนออกทางท่อไอดีไปจุดก๊าซข้างนอก ไฟย้อนออกทางไอดีจุดกลุ่มก๊าซรอบเครื่อง
สปาร์คอาเรสเตอร์ไอเสีย ที่ผ่านการรับรอง ดักประกายไฟและอนุภาคร้อนไม่ให้ออกจากปลายท่อไอเสีย ผลิตตามข้อกำหนด EN 1834 สะเก็ดคาร์บอนร้อนแดงพุ่งออกปลายท่อในบรรยากาศที่มีไอน้ำมัน
แฟลมอาเรสเตอร์ไอเสีย กันไฟย้อนจากการเผาไหม้ไม่หมดในระบบไอเสีย backfire ในไอเสียกลายเป็นตัวจุด
เทอร์โบระบายความร้อนด้วยน้ำ + ท่อร่วมไอเสียระบายความร้อนด้วยน้ำ เปลี่ยนจากระบายด้วยอากาศเป็นระบายด้วยน้ำ เพื่อกดอุณหภูมิผิวลงต่ำกว่า 200 องศาเซลเซียส ตามชั้น T3 ผิวเทอร์โบร้อนเกินขีด T3 หลายเท่า ต่อให้ดักประกายไฟหมดก็ยังไม่ผ่าน
ตัวแลกเปลี่ยนความร้อนไอเสีย พร้อมชุดควบคุมและหุ้มฉนวนความร้อน ลดอุณหภูมิก๊าซไอเสียและอุณหภูมิผิวท่อทั้งเส้น เหมือนข้างบน แต่เกิดที่ท่อไอเสียแทน
อัลเทอร์เนเตอร์ที่รับรอง Ex (Ex nA หรือ Ex ec, Category 3G) ออกแบบไม่ให้เกิดประกายไฟหรือจุดร้อนในการทำงานปกติ พร้อมระดับป้องกัน IP55 หรือ IP56 ขดลวด แปรง และช่องระบายอากาศกลายเป็นแหล่งจุดระเบิด
ตู้ควบคุมแบบ Ex d ทนระเบิด หรือ Ex p อัดความดัน Ex d คือกล่องหนาที่ยอมให้ระเบิดข้างในแต่ไม่ให้ลามออก ส่วน Ex p คือการไล่อากาศในตู้ด้วยลมสะอาดจนก๊าซที่ค้างอยู่ตกต่ำกว่าขีดจำกัดล่างของการติดไฟ (LFL) มาก แล้วรักษาแรงดันบวกไว้ตลอด หน้าสัมผัสรีเลย์และคอนแทกเตอร์ในตู้คือประกายไฟชัด ๆ
ชุดควบคุมการอัดความดัน (purge controller) สำหรับตู้แบบ Ex p ควบคุมรอบไล่อากาศ วัดแรงดัน ตั้งเวลา และสั่งเตือนหรือตัดไฟอัตโนมัติเมื่อแรงดันตก ตู้ Ex p ที่ไม่มีชุดควบคุมนี้ไม่ใช่ Ex p
เคเบิลแกลนด์ กล่องต่อสาย และเต้ารับ ที่รับรอง Ex ทุกจุดที่สายไฟเข้าออกจากกล่องต้องเป็นแกลนด์ที่รับรอง กล่องต่อสายต้องเป็นแบบความปลอดภัยเพิ่ม Ex e จุดต่อสายกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของทั้งระบบ
กล่องแบตเตอรี่แบบความปลอดภัยเพิ่ม เก็บแบตเตอรี่และเครื่องประจุไฟไว้ในกล่องที่รับรอง ขั้วแบตเตอรี่เป็นจุดสปาร์กคลาสสิก
สายพานกันไฟฟ้าสถิต และพัดลมวัสดุไม่ก่อประกายไฟ ตัดความเสี่ยงจากไฟฟ้าสถิตที่สะสมบนสายพาน และประกายไฟกลเมื่อใบพัดลมเสียดสีโครง ผู้ผลิตระบุชัดว่าไฟฟ้าสถิตจากสายพานพัดลมคือหนึ่งในแหล่งจุดระเบิดจริง
ระบบตรวจจับก๊าซและสั่งหยุดอัตโนมัติ (ออปชันในหลายรุ่น) ตรวจจับก๊าซรอบเครื่องแล้วสั่ง shutdown ก่อนถึงระดับอันตราย ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มก๊าซมาถึงเครื่องแล้ว
ระบบตรวจวัดอุณหภูมิและสั่งหยุด ชุดควบคุมนิรภัยจะเฝ้าดูรอบเครื่องเกิน อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นสูง อุณหภูมิไอเสียสูง แรงดันน้ำมันเครื่องต่ำ และปุ่มหยุดฉุกเฉิน แล้วสั่งดับ เครื่องเดินต่อทั้งที่ผิวเริ่มร้อนเกินชั้น T ที่รับรอง
เฟรมยกรับรอง DNV 2.7-1 พร้อมชุดสลิงที่รับรองแยก (เฉพาะงานนอกชายฝั่ง) สำหรับงานนอกชายฝั่ง ต้องยกขึ้นลงเรือและแท่นได้อย่างปลอดภัย ยกขึ้นแท่นไม่ได้ ไม่มีใครยอมให้ขึ้นเรือ
ฐานรองรับน้ำมันรั่ว (bunded base) และตู้เก็บเสียงกันสภาพอากาศ (ตามข้อกำหนดของไซต์) กันน้ำมันหกลงพื้นแท่นและลงทะเล พร้อมลดเสียงตามข้อกำหนดไซต์ ผิดข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมของแท่น

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมงานที่มองไม่เห็น คือ การประเมินความเสี่ยงการจุดระเบิด (ignition hazard assessment) ตามมาตรฐาน EN ISO 80079-36 ซึ่งต้องไล่ทีละชิ้นส่วนว่ามันจะกลายเป็นแหล่งจุดระเบิดได้ทางไหนบ้าง แล้วเขียนเป็นแฟ้มเอกสารทางเทคนิค

ตัวอย่างของจริง ชุดเครื่องปั่นไฟ Zone 2 ขนาด 60 kVA ที่ผู้ผลิตอังกฤษรายหนึ่งประกอบส่งไปมาเลเซีย ใช้เครื่องยนต์ Perkins 1104A-44TG2 ประกอบด้วยแฟลมอาเรสเตอร์ไอเสียแบบอายุยาว ชุดหม้อน้ำและตัวลดความร้อนเฉพาะ วาล์วตัดอากาศไอดี แฟลมอาเรสเตอร์ไอดี เทอร์โบระบายความร้อนด้วยน้ำ และสปาร์คอาเรสเตอร์ที่รับรอง ATEX โดยอัลเทอร์เนเตอร์รับรอง Category 3G ทั้ง IECEx และ ATEX ทั้งชุดรับรองตาม ATEX 2014/34/EU และ EN 1834-1:2000

10. EN 1834 กับ ISO 8528: มาตรฐานคนละหน้าที่ ที่คนมักสับสน

ถ้าคุณเคยอ่านเรื่อง พิกัด Standby, Prime และ Continuous ตาม ISO 8528 ของเรามาแล้ว จะสงสัยว่าแล้วมาตรฐานไหนคุมอะไรกันแน่ คำตอบคือคนละเรื่องกันเลย

EN 1834 ISO 8528
คุมอะไร ตัวเครื่องยนต์ ในฐานะอุปกรณ์ป้องกันการระเบิด ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ในฐานะสินค้าผลิตพลังงาน
ชื่อเต็มของภาคที่ 1 เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ข้อกำหนดความปลอดภัยสำหรับการออกแบบและสร้างเครื่องยนต์ที่ใช้ในบรรยากาศที่อาจระเบิดได้ ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่ขับด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ภาคที่ 1 การใช้งาน พิกัด และสมรรถนะ
ตอบคำถามว่า เครื่องนี้จะจุดระเบิดบรรยากาศรอบตัวมันหรือไม่ เครื่องนี้จ่ายไฟได้กี่ kVA ในเงื่อนไขการใช้งานแบบไหน
สถานะทางกฎหมาย เป็น มาตรฐานปรับกลมกลืน ภายใต้ ATEX 2014/34/EU ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่าสอดคล้อง ไม่มีบทบาทใด ๆ ใน ATEX เป็นมาตรฐานเชิงพาณิชย์และสมรรถนะ
ฉบับปัจจุบัน ภาคที่ 1, 2 และ 3 ทั้งหมดปี 2000 (ภาคที่ 1 ประกาศ 19 มกราคม 2000) ISO 8528-1:2018 ฉบับที่ 3

สรุปให้จำง่าย — ใบรับรอง ISO 8528 ไม่ใช่คุณสมบัติ ATEX และไม่ได้แปลว่าเครื่องใช้ในพื้นที่อันตรายได้ ถ้าซัพพลายเออร์ยื่นเอกสาร ISO 8528 มาตอบคำถามเรื่อง Zone 2 แปลว่าเขาตอบไม่ตรงคำถาม

อีกจุดที่เป็นเทคนิคแต่สำคัญ — เครื่องยนต์ดีเซลเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ไฟฟ้า (non-electrical equipment) กรอบมาตรฐานของมันจึงอยู่ที่ EN ISO 80079-36:2016 และ EN ISO 80079-37:2016 (ซึ่งมาแทนชุด EN 13463 เดิม) บวกกับมาตรฐานสินค้าเฉพาะคือ EN 1834-1 ส่วนชิ้นส่วนไฟฟ้าที่ยึดติดอยู่บนเครื่องเดียวกัน เช่น อัลเทอร์เนเตอร์ ตู้ควบคุม มอเตอร์สตาร์ท เซ็นเซอร์ ล้วนอยู่ภายใต้ชุด IEC 60079

เครื่องปั่นไฟ Zone 2 หนึ่งตัวจึงเป็น งานรับรองแบบผสม ที่ต้องเอาสองโลกมาต่อกันแล้วรับรองรวมเป็นชุดเดียว โดยทั่วไปจะมาร์กว่า II 3G พร้อมกลุ่มก๊าซและชั้นอุณหภูมิต่อท้าย

11. เฟรม DNV 2.7-1: เหล็กที่ต้องรับ 2.5 เท่า และต้องตรวจทุกปีตลอดชีวิต

ถ้าเครื่อง Zone 2 ตัวนั้นต้องไปอยู่นอกชายฝั่ง จะมีต้นทุนอีกก้อนที่ไม่เกี่ยวกับการระเบิดเลย แต่แพงไม่แพ้กัน

DNV 2.7-1 (ปัจจุบันคือ DNV-ST-E271) คือมาตรฐานสำหรับ ตู้คอนเทนเนอร์นอกชายฝั่ง ครอบคลุมวัสดุ การตรวจแบบ การผลิต การทดสอบ การรับรอง การทำเครื่องหมาย และการตรวจสอบตามวาระ

ข้อกำหนดที่ทำให้ราคาพุ่งมีดังนี้

ข้อ ข้อกำหนด ทำไมถึงแพง
4.2.3.1 ภาระการยกออกแบบ = 2.5 เท่าของน้ำหนักรวมสูงสุด เหล็กทั้งเฟรมต้องหนาขึ้นเพื่อรับแรงกระชากตอนยกกลางคลื่น
4.6.3.2 ต้องทดสอบยกต้นแบบที่ 2.5 เท่า ของน้ำหนักรวม โดยการโก่งตัวสูงสุดห้ามเกิน 1 ใน 300 ของช่วง และห้ามมีการเสียรูปถาวร ต้องสร้างต้นแบบขึ้นมาทดสอบจริง ไม่ใช่คำนวณอย่างเดียว
4.6.3.3 ทดสอบยกสองจุดในแนวทแยงที่ 1.5 เท่า สำหรับตู้ที่มีหูยกสี่จุด ทดสอบเพิ่มอีกกรณี
4.6.4 ทดสอบแรงกระแทกแนวดิ่ง โดยปล่อยตู้พร้อมน้ำหนักบรรทุกลงบนพื้นคอนกรีต ต้นแบบหนึ่งตัวถูกทำลายในการทดสอบ ต้นทุนนี้ถูกเฉลี่ยลงในราคาขาย
4.4.1 รูหูยกต้องมีระยะเผื่อไม่เกิน 6% ของเส้นผ่านศูนย์กลางสลักสะเก็น ความเค้นเฉพาะจุด (hot-spot stress) ไม่เกินสองเท่าของความเค้นคราก (Re) และความหนาหูยกต้องไม่น้อยกว่า 75% ของความกว้างภายในสะเก็น งานเชื่อมและ NDT ระดับที่ต้องมีเอกสารทุกจุด
8.1, 8.5 ชุดสลิงต้องได้รับการอนุมัติและรับรองแยกต่างหาก ทุกชิ้นส่วนต้องมีใบรับรองของตัวเอง สลิงยกกลายเป็นรายการที่มีใบรับรองของตัวเอง ไม่ใช่ของแถม
2.5 ต้องตรวจสอบตู้ทุกปีเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของใบรับรอง เป็นค่าใช้จ่ายต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ที่เครื่องปั่นไฟธรรมดาไม่มี

ผลของทั้งหมดนี้เห็นได้จากตัวเลขน้ำหนัก — เครื่อง Zone 2 ขนาดเพียง 20 kVA ของผู้ผลิตจีนรายหนึ่ง มีขนาด 2,552 x 1,412 x 1,637 มม. และ น้ำหนักรวม 3,000 กิโลกรัม

สามตันสำหรับเครื่อง 20 kVA ในขณะที่เครื่องปั่นไฟตู้เก็บเสียง 20 kVA ทั่วไปหนักไม่ถึงหนึ่งในสามของนั้น น้ำหนักส่วนเกินคือเฟรม DNV กับชุดไอเสียระบายความร้อนด้วยน้ำเกือบทั้งหมด

12. ความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในวงการนี้

ATEX Zone 2 ไม่ได้บังคับให้ต้องมี Notified Body

ตาม ATEX 2014/34/EU มาตรา 13 อุปกรณ์ Category 3 ซึ่งก็คืออุปกรณ์สำหรับ Zone 2 ใช้กระบวนการประเมินความสอดคล้องแบบ internal production control ตามภาคผนวก VIII เท่านั้น

แปลเป็นภาษาคนคือ ผู้ผลิตประกาศรับรองตัวเองได้ ไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายให้ต้องมีหน่วยงานภายนอกมาตรวจ

ตรงกันข้ามกับ Category 2 คือ Zone 1 ซึ่ง Directive ระบุ เจาะจงชื่อเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไว้เลยว่าต้องผ่าน EU-type examination โดย notified body

แล้วทำไมใบรับรองจากบุคคลที่สามยังมีอยู่เต็มตลาด

คำตอบคือ ลูกค้าเป็นคนเรียก ไม่ใช่กฎหมาย

หน่วยรับรองระดับโลกอย่าง DNV อธิบายไว้ตรง ๆ ว่า ATEX บังคับให้ต้องใช้บริการ notified body เฉพาะเมื่อชุดประกอบถูกดัดแปลงหรือมีชิ้นส่วนประเภท U-type อยู่ด้วย แต่ผู้ใช้ปลายทางและผู้ประกอบการโรงงานต้องการการตรวจสอบยืนยันโดยบุคคลที่สาม สำหรับชุดประกอบเหล่านั้น โดยเฉพาะสกิดและอุปกรณ์แบบบรรจุตู้ ผู้ประกอบระบบจึงต้องรวบรวมแฟ้มเอกสารทางเทคนิคและประเมินชิ้นส่วนย่อยทั้งหมดร่วมกัน

ในทางปฏิบัติ ไม่มีผู้ประกอบการน้ำมันรายไหนยอมรับใบประกาศตัวเองของโรงงานจีน สำหรับเครื่องที่จะไปวางบนแท่นกลางอ่าวไทย ใบรับรองบุคคลที่สามจึงถูกซื้อไปด้วยเสมอ — แต่ให้เข้าใจให้ถูกว่าซื้อเพราะ สัญญา ไม่ใช่เพราะ กฎหมาย

และค่าใบรับรองก็ไม่ใช่ตัวที่ทำให้แพง

รายการ ต้นทุน (ดอลลาร์) ประมาณเป็นบาท
ใบรับรอง ATEX สินค้า Category 3 (Zone 2) 5,000-10,000 ราว 165,000-331,000
ใบรับรอง ATEX สินค้า Category 1 (Zone 0) เกิน 25,000 ได้ง่าย เกิน 826,000
ค่าตรวจประเมินโรงงานรายปี 2,000-5,000 ต่อปี 66,000-165,000 ต่อปี
ทำ ATEX และ IECEx พร้อมกัน ประหยัดได้ 30-40% เทียบกับยื่นแยก

ดูตัวเลขแล้วจะเห็นทันที — ค่าใบรับรองราวสามแสนบาท ไม่สามารถอธิบายส่วนต่างหลายล้านบาทได้

บทความการตลาดที่บอกว่า “มันแพงเพราะค่าเอกสารและใบรับรอง” จึงผิด และผิดแบบที่ตรวจสอบได้ง่ายด้วย

13. แล้วอะไรทำให้มันแพงจริง ๆ

คำตอบมีสี่ข้อ เรียงตามน้ำหนัก

ข้อ 1 ฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนไปเกือบทั้งเครื่อง

ย้อนกลับไปดูตารางในหัวข้อที่ 9 อีกครั้ง จะเห็นว่าแทบทุกชิ้นที่แตะบรรยากาศภายนอกถูกเปลี่ยน — เทอร์โบเปลี่ยนเป็นระบายด้วยน้ำ ท่อร่วมไอเสียเปลี่ยน อัลเทอร์เนเตอร์เปลี่ยนรุ่น ตู้ควบคุมเปลี่ยนทั้งตู้ สายพานเปลี่ยน พัดลมเปลี่ยนวัสดุ ทุกแกลนด์เปลี่ยน ทุกกล่องต่อสายเปลี่ยน

สิ่งที่เหลือเป็นของเดิมจริง ๆ มีแค่บล็อกเครื่องยนต์ แม้แต่ชุดหม้อน้ำก็มักถูกเปลี่ยนเป็นชุดเฉพาะที่ออกแบบมาคู่กับระบบระบายความร้อนไอเสีย

ข้อ 2 มันไม่ได้ผลิตเป็นสายการผลิต

นี่คือข้อที่คนมองข้ามมากที่สุด และเป็นข้อที่สำคัญที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์

หน่วยรับรอง CSA Group ระบุไว้ว่า ใบรับรองต้องออกใหม่ทุกครั้งที่ผู้ผลิตเปลี่ยนชิ้นส่วน พิกัด หรือแบบ ที่ถูกประเมินและอนุมัติไปในการรับรองครั้งแรก เรียกกระบวนการนี้ว่า variation ซึ่งอาจเป็นแค่การทบทวนเอกสาร หรืออาจต้องทดสอบใหม่ทั้งชุด ขึ้นอยู่กับว่าเปลี่ยนอะไร

ผลคือ

  • เปลี่ยนรุ่นเครื่องยนต์ = ใบรับรองใหม่
  • เปลี่ยนยี่ห้ออัลเทอร์เนเตอร์ = ใบรับรองใหม่
  • เปลี่ยนคอนโทรลเลอร์ = ใบรับรองใหม่
  • เปลี่ยนพิกัด kVA = ใบรับรองใหม่

เครื่องปั่นไฟธรรมดา โรงงานออกแบบครั้งเดียวแล้วผลิตขายเป็นพันตัว ต้นทุนวิศวกรรมถูกหารด้วยพันตัว ส่วนเครื่อง Zone 2 แต่ละโครงการคือ งานวิศวกรรมสั่งทำเฉพาะราย ที่ต้นทุนออกแบบและเอกสารถูกหารด้วยหนึ่ง

และเพราะเปลี่ยนชิ้นส่วนกลางทางไม่ได้ โรงงานจึงไม่มีอำนาจต่อรองราคาชิ้นส่วนแบบซื้อยกล็อตด้วย

ข้อ 3 เฟรม DNV และการทดสอบทำลายต้นแบบ

ตามที่อธิบายในหัวข้อ 11 ต้นแบบหนึ่งตัวถูกทดสอบยกที่ 2.5 เท่า และถูกปล่อยกระแทกพื้นคอนกรีต ต้นทุนนี้ถูกเฉลี่ยลงในทุกตัวที่ขายได้ ซึ่งถ้าขายได้แค่หลักสิบตัว ตัวหารก็เล็กมาก

ข้อ 4 ปริมาณตลาดที่เล็กมาก

ผู้ผลิตเครื่องปั่นไฟรายใหญ่ของโลกไม่มีใครทำ Zone 2 เป็นสินค้าหลัก ผู้เล่นในตลาดนี้เป็นบริษัทเฉพาะทางขนาดกลางในอังกฤษ นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และโรงงานจีนไม่กี่เจ้า ซึ่งเกือบทั้งหมด ไม่ประกาศราคา ต้องขอใบเสนอราคาเป็นรายโครงการ

ข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสของราคา ในการสำรวจตลาดครั้งนี้ เราพบว่า มีเพียงผู้ผลิตจีนเท่านั้นที่ประกาศราคาต่อสาธารณะ ผู้ผลิตจากอังกฤษ นอร์เวย์ สิงคโปร์ และมาเลเซียทุกรายเป็นแบบขอใบเสนอราคาอย่างเดียว นั่นแปลว่าฐานข้อมูลราคาที่หาได้ในโลกอินเทอร์เน็ตเอียงไปทางราคาจีนโดยธรรมชาติ ราคาจากยุโรปน่าจะสูงกว่านี้ ไม่ใช่ต่ำกว่า

14. ตารางเทียบราคาแบบไม่ไว้หน้าใคร

ตอนนี้เรามีข้อมูลพอที่จะกางตัวเลขให้ดูกันตรง ๆ

14.1 ราคาประกาศจริงของเครื่อง Zone 2 ในตลาดโลก

ทั้งหมดเป็นราคาที่ผู้ผลิตประกาศเปิดบนเว็บไซต์ของตัวเอง แปลงเป็นบาทที่ 33.06 บาทต่อดอลลาร์

ขนาด ราคาประกาศ (ดอลลาร์) ประมาณเป็นบาท
20 kVA 78,000 ราว 2.58 ล้านบาท
25 kVA 125,808-150,259 ราว 4.16-4.97 ล้านบาท
30 kVA 75,000 ราว 2.48 ล้านบาท
60 kVA (ประกาศ A) 124,738-145,000 ราว 4.12-4.79 ล้านบาท
60 kVA (ประกาศ B พร้อมเฟรม DNV 2.7-1) 145,805-180,252 ราว 4.82-5.96 ล้านบาท
60 kVA (ประกาศ C) 165,800-181,000 ราว 5.48-5.98 ล้านบาท
65 kVA / 50 kW 109,000 ราว 3.60 ล้านบาท
100 kVA 154,738-261,000 ราว 5.12-8.63 ล้านบาท
300 kVA 332,563-382,564 ราว 11.0-12.65 ล้านบาท

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นทันทีว่า ตัวเลข 6 ล้านบาทสำหรับเครื่อง 60 kVA ที่เปิดเรื่องมา ไม่ใช่การโก่งราคา มันคือราคาบนของช่วงราคาตลาดจริงของสินค้าประเภทนี้ สำหรับเครื่องที่สเปกครบพร้อมเฟรมนอกชายฝั่ง

14.2 เทียบกับเครื่องปั่นไฟใหม่ปกติที่เราขายจริงในไทย

สามแถวแรกเป็นราคาเริ่มต้นของสินค้าที่มีขายอยู่จริงบนเว็บเราวันนี้ ส่วนแถวสุดท้ายเป็นราคาอ้างอิงจากราคาประกาศของผู้ผลิต Zone 2 ในต่างประเทศ ไม่ใช่สินค้าที่เราสต๊อกไว้

รุ่น ขนาด ราคาเริ่มต้น บาทต่อ kVA
Cummins TC55T 55 kVA / 44 kW 270,000 บาท 4,909
Cummins TC62T 62.5 kVA / 50 kW 280,000 บาท 4,480
Cummins TC70T 69 kVA / 55 kW 300,000 บาท 4,348
เครื่อง Zone 2
(ราคาอ้างอิงตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่สินค้าของเรา)
60 kVA 6,000,000 บาท 100,000

ตัวเลขสรุปที่ตอบคำถามพาดหัวของบทความนี้

เทียบแบบ ผลลัพธ์
ราคาต่อเครื่อง 60 kVA Zone 2 เทียบ TC62T 62.5 kVA แพงกว่า 21.4 เท่า
ราคาต่อ kVA 100,000 เทียบ 4,480 = แพงกว่า 22.3 เท่า
เทียบผู้ผลิตจีนรายเดียวกัน ขนาด 100 kVA รุ่น Zone 2 กับรุ่นมาตรฐาน Zone 2 ราว 5.12-8.63 ล้านบาท เทียบรุ่นมาตรฐาน 291,000-302,000 บาท = แพงกว่าราว 17 ถึง 30 เท่า

ตัวเลข 3 ถึง 10 เท่า ที่คนพูดกันในวงการ ต่ำเกินจริง

เราไม่พบหลักฐานราคาจริงชุดใดที่สนับสนุนตัวคูณ 3 เท่า ตัวคูณต่ำสุดที่คำนวณจากราคาประกาศจริงได้คือราว 9 เท่า และช่วงที่ข้อมูลรองรับได้จริงคือราว 10-20 เท่า

ข้อควรระวังในการอ่านตัวเลขนี้ 3 ข้อ

หนึ่ง ราคาที่ประกาศคือราคาตั้ง ไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายจริง ราคาสัญญาจริงน่าจะต่ำกว่า

สอง ส่วนต่างบางส่วนไม่ได้มาจาก ATEX เลย เครื่อง Zone 2 ในตารางใช้เครื่องยนต์ Perkins หรือ Cummins พร้อมเฟรม DNV ตู้สแตนเลส และคอนโทรลเลอร์ยุโรป ขณะที่ตัวเทียบราคาถูกที่สุดบางตัวเป็นเครื่องจีนล้วน ส่วนต่างที่มาจาก ATEX เพียว ๆ ย่อมน้อยกว่าตัวเลขพาดหัว แต่เราไม่พบแหล่งข้อมูลใดที่แยกส่วนนี้ออกมาได้ จึงไม่ประมาณตัวเลขให้

สาม ผู้ขายแต่ละเจ้าตั้งราคาสเปกเดียวกันต่างกันได้เกือบสองเท่า ประกาศราคา 60 kVA ของโรงงานเดียวกันสามใบยังกินช่วง 4.12 ถึง 5.98 ล้านบาท ให้ถือว่าใบเสนอราคาใบเดียวมีความคลาดเคลื่อนบวกลบ 50%

14.3 เงื่อนไขที่ต่างกันด้วย ไม่ใช่แค่ราคา

Cummins TC62T 62.5 kVA Zone 2 60 kVA
ราคาเริ่มต้น 280,000 บาท ราว 6,000,000 บาท
ระยะเวลาส่งมอบ ราว 60 วัน ราว 12-14 สัปดาห์ตามที่ผู้ผลิตประกาศ
การรับประกัน 2 ปี หรือ 1,000 ชั่วโมง ผู้ผลิตจีนรายหนึ่งประกาศ 14 เดือน หรือ 2,000 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ค่า PM ตามรอบปกติ ค่า PM บวก ค่าตรวจเฟรม DNV ทุกปีตลอดอายุใช้งาน
เปลี่ยนอะไหล่ทดแทน ใช้อะไหล่เทียบเท่าได้หลายทาง เปลี่ยนชิ้นส่วนที่อยู่ในขอบเขตใบรับรองไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนต้องทำ variation

15. 6 ล้านบาทซื้ออะไรได้บ้าง ถ้าไม่ใช่ Zone 2

บางทีการเทียบที่เห็นภาพที่สุด ไม่ใช่การเทียบเครื่องขนาดเท่ากัน แต่คือการถามว่าเงินก้อนเดียวกันซื้ออะไรได้บ้าง

ถ้ามีเงิน 6 ล้านบาท ได้กำลังไฟเท่าไหร่
เครื่อง Zone 2 ขนาด 60 kVA 60 kVA หนึ่งตัว
Mitsubishi TMC1650T ที่ 5,300,000 บาท 1,650 kVA หนึ่งตัว และยังเหลือเงินอีก 700,000 บาท
Cummins TC1375T ที่ 5,300,000 บาท 1,375 kVA หนึ่งตัว
Cummins TC62T ที่ 280,000 บาท 21 ตัว รวมประมาณ 1,310 kVA

พูดอีกแบบ — เงินก้อนเดียวกันซื้อกำลังไฟได้ต่างกันราว 27 เท่า และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมโครงการที่ยังไม่มีเอกสารจำแนกบริเวณอันตรายของไซต์ ควรทำเอกสารนั้นให้เสร็จก่อนตัดสินใจซื้อ

16. ระวัง คำว่า ATEX ที่เป็นแค่คีย์เวิร์ด

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เราตรวจสอบมาเอง

บนตลาดกลาง B2B ของจีน มีประกาศขายเครื่องปั่นไฟที่ใช้คำว่า “ATEX Zone 2 Explosion Proof” อยู่ในชื่อสินค้า โดยตั้งราคาอยู่ที่ 2,000-4,600 ดอลลาร์ต่อเครื่อง หรือราว 66,000-152,000 บาท

เมื่อเปิดดูรายละเอียด ใบรับรองที่ระบุจริงมีเพียง ISO 9001 และ CE คำว่า ATEX Zone 2 ปรากฏอยู่เฉพาะในชื่อสินค้าเท่านั้น ในตารางสเปกไม่มีสปาร์คอาเรสเตอร์ ไม่มีวาล์วตัดอากาศ ไม่มีเฟรม DNV

อีกรายหนึ่งขายเครื่อง 20 kVA ที่บรรยายสเปกว่า ATEX Certified Zone 2 Temp Class T3 เหมือนกันเป๊ะกับที่โรงงานอีกเจ้าขายอยู่ที่ 78,000 ดอลลาร์ แต่ตั้งราคาไว้ที่ 4,000-5,000 ดอลลาร์ — ห่างกัน 16 ถึง 20 เท่าสำหรับสเปกที่เขียนเหมือนกัน

กฎง่าย ๆ ที่ใช้คัดกรองได้ทันที

ถ้าเครื่อง 20-60 kVA ที่อ้างว่าเป็น ATEX Zone 2 มีราคาต่ำกว่าราว 20,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 660,000 บาท ให้ถือว่าไม่ใช่ของจริงไว้ก่อน

เหตุผลง่ายมาก — ลำพังชุดไอเสียระบายความร้อนด้วยน้ำ อัลเทอร์เนเตอร์ที่รับรอง Ex และตู้ควบคุมแบบ Ex d หรือ Ex p สามรายการนี้รวมกันก็เกินตัวเลขนั้นไปแล้ว และถ้าเป็นงานนอกชายฝั่งที่ต้องมีเฟรม DNV 2.7-1 ซึ่งต้องมีต้นแบบถูกทดสอบจนเสียหาย ก็ยิ่งเกินไปไกล

สิ่งที่ต้องขอ ไม่ใช่โลโก้ CE บนแคตตาล็อก แต่คือ

  • EU Declaration of Conformity ฉบับเต็ม พร้อมรายการมาตรฐานที่อ้างอิง และถ้ามีใบรับรองบุคคลที่สาม ไม่ว่า ATEX หรือ IECEx ให้ขอเลขที่ใบรับรองพร้อมสำเนา (ถ้าเป็น IECEx ให้ไปค้นในฐานข้อมูลสาธารณะเองด้วย)
  • สตริงมาร์กกิ้งเต็ม บนป้ายเครื่อง เช่น II 3G Ex ec IIB T3 Gc ไม่ใช่แค่คำว่า Zone 2
  • ใบรับรอง DNV 2.7-1 พร้อมบันทึกการตรวจประจำปี ถ้าเป็นงานนอกชายฝั่ง
  • ใบรับรองแยกของชุดสลิงยก
  • รายชื่อมาตรฐานที่อ้างอิง ควรมี EN 1834-1 และชุด EN 60079 ปรากฏอยู่

17. ใครต้องใช้จริง และใครที่กำลังจะจ่ายแพงเกินความจำเป็น

กลุ่มที่ต้องใช้จริง

  • แท่นผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง เรือ FPSO และแท่นขุดเจาะ
  • โรงกลั่นระหว่างช่วงหยุดซ่อมใหญ่ ที่ไฟฟ้าหลักถูกตัดแต่ยังต้องมีไฟใช้ในพื้นที่กระบวนการ
  • สถานีสูบส่งตามแนวท่อ และงานทดสอบหลุมผลิต
  • งานหยั่งหลุมและงานซ่อมบำรุงปากหลุม
  • งานตอบสนองเหตุน้ำมันรั่ว
  • บริเวณคลังน้ำมัน คลังก๊าซ และสถานีบริการ ที่อยู่ในขอบเขตบริเวณอันตรายตามกฎกระทรวง

กลุ่มที่มักจ่ายแพงเกินความจำเป็น

รูปแบบที่พบได้บ่อยในเอกสารจัดซื้อ กลุ่มที่มักถูกใส่สเปก Zone 2 เข้ามาโดยไม่จำเป็นคือ

  • โรงงานที่มีถังน้ำมันดีเซลหรือถัง LPG อยู่ในพื้นที่ แต่ห้องเครื่องปั่นไฟอยู่คนละมุมโรงงาน — พื้นที่อันตรายมีขอบเขตที่วัดเป็นเมตรได้ ไม่ได้แผ่ทั่วโรงงาน
  • โครงการที่ลอกสเปกมาจากโครงการนอกชายฝั่งทั้งดุ้น โดยไม่ได้ทำการจำแนกพื้นที่อันตรายของไซต์ตัวเองก่อน
  • ไซต์ที่จริง ๆ แล้วย้ายจุดวางเครื่องออกไปนอกโซนได้ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามนี้ในที่ประชุม

18. ทางเลือกที่ถูกกว่ามาก ที่ต้องให้วิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตยืนยันก่อน

ก่อนจะเซ็นใบสั่งซื้อหกล้าน ให้ไล่คำถามสี่ข้อนี้ให้ครบก่อน

คำถามที่ 1 ทำการจำแนกพื้นที่อันตรายจริงหรือยัง

ก่อนอื่นต้องมีเอกสาร Hazardous Area Classification ของไซต์ ที่ระบุขอบเขตโซนเป็นแบบแปลนพร้อมระยะจริง ไม่ใช่การเดา

ในไทยมีบริษัทวิศวกรรมที่รับทำ HAC study ตาม IEC 60079-10-1 อยู่หลายราย และสำหรับสถานที่ที่อยู่ในกำกับของกรมธุรกิจพลังงาน แบบแผนผังนี้เป็นเอกสารที่ต้องยื่นตามกฎหมายอยู่แล้ว

คำถามที่ 2 ย้ายเครื่องออกนอกโซนได้ไหม

นี่คือทางออกที่วิศวกรใช้จริงบ่อยที่สุด และประหยัดที่สุด

ถ้าย้ายเครื่องปั่นไฟออกไปนอกขอบเขต Zone 2 ได้ แล้วเดินสายไฟเข้าไปจ่ายโหลดในพื้นที่แทน คุณอาจกลับมาใช้เครื่องปั่นไฟธรรมดาได้ โดยต้องให้วิศวกรยืนยันว่าทั้งจุดวางเครื่อง ปลายท่อไอเสีย ช่องดูดอากาศ และถังน้ำมันประจำวัน อยู่นอกขอบเขตโซนทั้งหมด และต้องทบทวนการจำแนกพื้นที่ใหม่ด้วย เพราะตัวเครื่องปั่นไฟเองก็เป็นแหล่งจุดระเบิด

ค่าเดินสาย ค่าราง ค่าตู้ และค่าฐานเครื่องรวมกันอาจอยู่ในหลักแสน เทียบกับส่วนต่างค่าเครื่องหลายล้าน แม้จะต้องเผื่อแรงดันตกตามระยะสาย ตัวเลขก็ยังห่างกันคนละชั้น

เรื่องการวางตำแหน่งห้องเครื่องและการระบายอากาศ อ่านเพิ่มได้ที่บทความ การออกแบบห้องเครื่องปั่นไฟ ของเรา

คำถามที่ 3 ต้องการ Zone 1 หรือแค่ Zone 2

ความต่างของราคาระหว่างสองระดับนี้สูงมาก เพราะ Zone 1 คือ Category 2 ซึ่ง บังคับ ให้เครื่องยนต์สันดาปภายในต้องผ่าน EU-type examination โดย notified body ขณะที่ Zone 2 ไม่บังคับ

ในทางฮาร์ดแวร์ก็ต่างกัน เช่น ตู้อัดความดันของ Zone 2 ใช้ชุดควบคุมชนิด pz ซึ่งข้อกำหนดผ่อนคลายกว่าชนิด px ที่ใช้ใน Zone 1 อย่างชัดเจน

ถ้าผลการจำแนกพื้นที่บอกว่า Zone 2 อย่าปล่อยให้สเปกถูกดันขึ้นไปเป็น Zone 1 โดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิครองรับ

คำถามที่ 4 ต้องซื้อ หรือเช่าพอ

เครื่อง Zone 2 ส่วนใหญ่ถูกใช้ในงานที่มีจุดจบ เช่น การหยุดซ่อมใหญ่ของโรงกลั่น งานทดสอบหลุม หรืองานซ่อมบำรุงตามวาระ ซึ่งกินเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน

การซื้อเครื่องหกล้านเพื่อใช้ปีละสองสัปดาห์ แล้วยังต้องจ่ายค่าตรวจเฟรม DNV ทุกปีตลอดอายุ เป็นการตัดสินใจที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เรามีบทความเปรียบเทียบหลักคิดเรื่องนี้ไว้ที่ เช่าหรือซื้อเครื่องปั่นไฟดี ซึ่งใช้ตรรกะเดียวกันได้กับเครื่องพิเศษแบบนี้

ข้อควรรู้: ในการสำรวจครั้งนี้เราไม่พบผู้ให้เช่ารายใดที่ประกาศอัตราค่าเช่าเครื่อง Zone 2 ต่อสาธารณะเลย และไม่พบผู้ให้เช่าในไทย การเช่าจึงต้องเจรจาเป็นรายโครงการกับผู้ให้บริการต่างประเทศ ส่วนบริการให้เช่าของเราเองเป็นเครื่องมาตรฐาน ไม่ใช่เครื่อง Zone 2

19. เช็คลิสต์ 12 ข้อ ก่อนเซ็นใบสั่งซื้อ Zone 2

  1. มีเอกสารจำแนกพื้นที่อันตรายของไซต์ ที่ระบุขอบเขตโซนพร้อมระยะจริงหรือยัง
  2. โซนที่จุดวางเครื่องคือ Zone 1 หรือ Zone 2 กันแน่ และใครเป็นคนตัดสิน
  3. กลุ่มก๊าซที่ต้องรองรับคือ IIA IIB หรือ IIC
  4. ชั้นอุณหภูมิที่ต้องการคือ T3 หรือเข้มกว่านั้น
  5. ระบุอุณหภูมิแวดล้อมออกแบบของไซต์ในใบสั่งซื้อแล้วหรือยัง และผู้ผลิตยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือยังว่าชั้นอุณหภูมิที่รับรองยังใช้ได้ที่อุณหภูมินั้น
  6. ขอเลขที่ใบรับรอง ATEX หรือ IECEx พร้อมสำเนาฉบับเต็มแล้วหรือยัง
  7. สตริงมาร์กกิ้งบนป้ายเครื่องเขียนว่าอะไรแบบเต็ม ๆ
  8. ใบรับรองออกโดยใคร เป็นการประกาศรับรองตัวเองของผู้ผลิต หรือมีบุคคลที่สามตรวจจริง
  9. ถ้าเป็นงานนอกชายฝั่ง มีใบรับรอง DNV 2.7-1 และใบรับรองชุดสลิงแยกหรือไม่ และใครรับผิดชอบค่าตรวจประจำปี
  10. รายการอุปกรณ์นิรภัยครบไหม — วาล์วตัดอากาศไอดี แฟลมอาเรสเตอร์ไอดี สปาร์คอาเรสเตอร์ไอเสีย เทอร์โบระบายความร้อนด้วยน้ำ อัลเทอร์เนเตอร์รับรอง Ex ตู้ควบคุม Ex d หรือ Ex p
  11. ระบบตรวจจับก๊าซและระบบสั่งหยุดอัตโนมัติรวมอยู่ในราคาหรือเป็นออปชัน
  12. อะไหล่และการบริการหลังการขายในไทยทำได้จริงหรือไม่ ใครมาซ่อมเวลาเครื่องเสีย และการเปลี่ยนอะไหล่จะทำให้ใบรับรองเป็นโมฆะหรือเปล่า

20. SEA Power Gent ช่วยอะไรได้บ้าง

เราเป็นผู้จำหน่ายและติดตั้งเครื่องปั่นไฟดีเซลตั้งแต่ 1 ถึง 2,750 kVA ทั่วประเทศ โดยมีสินค้าหลักคือ Cummins SDEC และ Mitsubishi ซึ่งเป็นเครื่องมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับพื้นที่ทั่วไป

สำหรับงานพื้นที่อันตราย เราทำสองอย่าง

หนึ่ง ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้องก่อนซื้อ — เราไม่ได้เป็นผู้จำแนกบริเวณอันตรายให้คุณ งานนั้นต้องทำโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตผ่านการทำ Hazardous Area Classification ของไซต์ แต่เราช่วยดูได้ว่าเอกสารจำแนกพื้นที่ที่คุณมีอยู่ ระบุจุดวางเครื่องไว้ในหรือนอกขอบเขตโซน ในหลายกรณีคำตอบที่ประหยัดที่สุดคือการย้ายจุดวางเครื่องออกนอกขอบเขตพื้นที่อันตราย แล้วใช้เครื่อง เครื่องปั่นไฟโรงงาน-อุตสาหกรรม ปกติพร้อมเดินสายเข้าไป ซึ่งประหยัดกว่าหลายล้านบาทและใช้เวลาสั้นกว่ามาก

สอง ถ้าจำเป็นต้องใช้ Zone 2 จริง เราจัดหาและสั่งผลิตให้ได้ — โดยเราจะทำงานกับสเปกที่ระบุโซน กลุ่มก๊าซ ชั้นอุณหภูมิ อุณหภูมิแวดล้อมออกแบบ และข้อกำหนดเฟรมให้ครบก่อนสั่ง เพื่อไม่ให้เกิดกรณีของมาถึงแล้วใช้ไม่ได้ตามข้อกำหนดไซต์

ในการสำรวจตลาดครั้งนี้ เราไม่พบบริษัทไทยรายใดที่โฆษณาขายหรือให้เช่าเครื่องปั่นไฟ Zone 2 โดยตรงเลย ผู้เล่นทั้งหมดเป็นบริษัทจากอังกฤษ นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน นั่นแปลว่าถ้าคุณอยู่ในไทยและต้องการของประเภทนี้ คุณจะต้องผ่านการนำเข้าอยู่ดี ซึ่งเป็นงานนำเข้าเครื่องจักรที่เรารับดำเนินการให้ได้

ติดต่อเรา โทร 097-146-3594 (24 ชั่วโมง) หรือ 080-056-0777

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

21. คำถามที่พบบ่อย

Zone 2 Generator คืออะไร

Zone 2 Generator คือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ออกแบบและรับรองให้ทำงานในบริเวณอันตรายระดับ Zone 2 ได้ โดยตัวมันเองไม่กลายเป็นแหล่งจุดระเบิด Zone 2 ตามมาตรฐาน IEC 60079-10-1 หมายถึงบริเวณที่ไม่น่าจะเกิดบรรยากาศก๊าซระเบิดได้ในการทำงานปกติ แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จะมีอยู่แค่ช่วงสั้น ๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในโซนนี้ต้องมีระดับ ATEX Category 3G หรือ EPL Gc เป็นอย่างต่ำ ซึ่งเครื่องปั่นไฟจะต้องเพิ่มวาล์วตัดอากาศไอดี แฟลมอาเรสเตอร์ สปาร์คอาเรสเตอร์ไอเสีย เทอร์โบและท่อร่วมไอเสียแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ อัลเทอร์เนเตอร์และตู้ควบคุมที่รับรอง Ex เข้ามา

ทำไมเครื่องปั่นไฟ Zone 2 ถึงแพงกว่าเครื่องปกติสิบถึงยี่สิบเท่า

เหตุผลหลักคือฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ค่าเอกสาร ชิ้นส่วนเกือบทุกชิ้นที่สัมผัสบรรยากาศภายนอกถูกเปลี่ยน ทั้งเทอร์โบและท่อร่วมไอเสียที่ต้องเปลี่ยนเป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้ำเพื่อกดอุณหภูมิผิวให้ต่ำกว่า 200 องศาเซลเซียส อัลเทอร์เนเตอร์และตู้ควบคุมที่ต้องรับรอง Ex และเฟรมยกรับรอง DNV 2.7-1 สำหรับงานนอกชายฝั่งที่ต้องออกแบบรับน้ำหนัก 2.5 เท่าและต้องทดสอบต้นแบบจนเสียหาย เหตุผลรองคือใบรับรองผูกกับแบบและชิ้นส่วนเฉพาะ เปลี่ยนอะไรก็ต้องออกใบใหม่ ทำให้ผลิตเป็นสายการผลิตไม่ได้ ส่วนค่าใบรับรอง ATEX ระดับ Category 3 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 10,000 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งอธิบายส่วนต่างหลายล้านบาทไม่ได้

เครื่องปั่นไฟ Zone 2 ขนาด 60 kVA ราคาเท่าไหร่

จากราคาที่ผู้ผลิตประกาศเปิดบนเว็บไซต์ของตัวเอง เครื่อง Zone 2 ขนาด 60 ถึง 65 kVA อยู่ที่ประมาณ 109,000 ถึง 181,000 ดอลลาร์ต่อชุด หรือราว 3.6 ถึง 6.0 ล้านบาทที่อัตรา 33.06 บาทต่อดอลลาร์ ตัวเลข 6 ล้านบาทจึงเป็นราคาบนของช่วงตลาดจริงสำหรับเครื่องที่สเปกครบพร้อมเฟรมนอกชายฝั่ง เทียบกับเครื่องปั่นไฟ Cummins TC62T ขนาด 62.5 kVA ใหม่ในไทยที่ราคาเริ่มต้น 280,000 บาท คิดเป็นส่วนต่างประมาณ 21 เท่า

ประเทศไทยบังคับใช้ ATEX หรือไม่

ไม่บังคับ ATEX เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มีผลเฉพาะในยุโรป และเราไม่พบคำว่า ATEX ในกฎกระทรวงหรือประกาศฉบับใดของไทย ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก IECEx และไม่พบ มอก. ที่รับ IEC 60079 มาใช้ สิ่งที่กฎหมายไทยทำคือยอมรับใบรับรองจากสถาบันต่างประเทศบางแห่ง เช่น UL BASEEFA และ PTB ซึ่งหลายแห่งบังเอิญเป็น ATEX notified body อยู่ด้วย การที่ไซต์งานในไทยระบุ ATEX จึงเป็นข้อกำหนดตามสัญญาของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย

โรงงานที่มีถังน้ำมันหรือถัง LPG ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ Zone 2 ไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะบริเวณอันตรายมีขอบเขตที่วัดเป็นระยะได้ ไม่ได้แผ่ทั่วทั้งโรงงาน สิ่งที่ต้องทำก่อนคือจัดทำเอกสารจำแนกบริเวณอันตรายของไซต์ให้ระบุขอบเขตเป็นแบบแปลนพร้อมระยะจริง ซึ่งสำหรับสถานที่ที่อยู่ในกำกับของกรมธุรกิจพลังงานเป็นเอกสารที่ต้องยื่นตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าจุดวางเครื่องปั่นไฟอยู่นอกขอบเขตนั้น ก็ใช้เครื่องปั่นไฟมาตรฐานได้ตามปกติ และในหลายกรณีการย้ายจุดวางเครื่องออกไปนอกโซนแล้วเดินสายเข้าไปแทน มีต้นทุนหลักแสน เทียบกับส่วนต่างค่าเครื่องหลายล้านบาท

Zone 1 กับ Zone 2 ต่างกันอย่างไร

Zone 1 คือบริเวณที่น่าจะเกิดบรรยากาศก๊าซระเบิดได้เป็นครั้งคราวในการทำงานปกติ ต้องใช้อุปกรณ์ระดับ Category 2G หรือ EPL Gb ส่วน Zone 2 คือบริเวณที่ไม่น่าจะเกิดในการทำงานปกติ และถ้าเกิดก็อยู่แค่ช่วงสั้น ๆ ใช้อุปกรณ์ระดับ Category 3G หรือ EPL Gc ในทางราคาสองระดับนี้ต่างกันมาก เพราะ ATEX 2014/34/EU กำหนดให้เครื่องยนต์สันดาปภายในระดับ Category 2 ต้องผ่านการตรวจสอบแบบ EU-type examination โดยหน่วยงานที่ได้รับแจ้ง ขณะที่ Category 3 ผู้ผลิตประกาศรับรองตัวเองได้ตามภาคผนวก VIII และในทางฮาร์ดแวร์ก็ต่างกัน เช่น ตู้อัดความดันของ Zone 2 ใช้ชุดควบคุมชนิด pz ที่ข้อกำหนดผ่อนคลายกว่าชนิด px ของ Zone 1

22. แหล่งข้อมูลอ้างอิง

มาตรฐานและกฎหมายต่างประเทศ

  • IEC 60079-10-1 ฉบับที่ 3.0 (2020) การจำแนกพื้นที่บรรยากาศก๊าซระเบิดได้ — นิยาม Zone 0, 1, 2
  • IEC 60079-7 ฉบับที่ 5.0 (2015) และ IEC 60079-15 ฉบับที่ 5.0 (2017) — การย้าย nA มาเป็น ec
  • Directive 94/9/EC และ Directive 2014/34/EU และ Directive 1999/92/EC — EUR-Lex
  • Commission Implementing Decision (EU) 2022/1668 — รายการมาตรฐานปรับกลมกลืนภายใต้ ATEX
  • EN 1834-1:2000 และ ISO 8528-1:2018 และ ISO 80079-36:2016 และ ISO 80079-37:2016
  • DNV 2.7-1 Offshore Containers และ DNV-ST-E271
  • UK HSE — Hazardous Area Classification and Control of Ignition Sources เรื่องตัวเลขชั่วโมงต่อปีที่ไม่เคยได้รับการรับรอง
  • OSHA 29 CFR 1910.307 และ 1910.399 — Class I Division 1 และ 2
  • IECEx — เอกสาร IECEx 02 และคู่มือเปรียบเทียบ IECEx กับ ATEX

กฎหมายและมาตรฐานไทย

  • กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการน้ำมัน พ.ศ. 2556 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนที่ 29 ก หน้า 49 วันที่ 27 มีนาคม 2556)
  • กฎกระทรวง ระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าของสถานที่ประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว พ.ศ. 2564 (เล่ม 138 ตอนที่ 45 ก หน้า 39 วันที่ 12 กรกฎาคม 2564)
  • ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง การกำหนดบริเวณอันตราย อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า มาตรฐานขั้นต่ำระบบไฟฟ้าฯ พ.ศ. 2550 (เล่ม 124 ตอนพิเศษ 198 ง หน้า 37 วันที่ 20 ธันวาคม 2550) สำหรับสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ
  • ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง การกำหนดบริเวณอันตรายและมาตรฐานขั้นต่ำของระบบไฟฟ้าภายในสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (เล่ม 121 ตอนพิเศษ 13 ง หน้า 20 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547)
  • กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 (เล่ม 132 ตอนที่ 7 ก หน้า 1 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558)
  • มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2564 (วสท. 022001-22) บทที่ 7 บริเวณอันตราย หัวข้อ 7.7 โซน 0 โซน 1 และ โซน 2
  • มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย บริเวณอันตราย (วสท. 022015-22) และ มาตรฐานออกแบบและติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (วสท. 112002-16)

ประวัติศาสตร์

  • National Coal Mining Museum for England และ Royal Institution เรื่องตะเกียงเดวี
  • Humphry Davy, Philosophical Transactions of the Royal Society of London เล่มที่ 106 (1816)
  • BSI เรื่อง BS 229:1929 และ EN 50018:1977

ข้อมูลราคาและสเปกสินค้า

  • ราคาประกาศเปิดของผู้ผลิตเครื่อง Zone 2 ในจีน สำรวจเมื่อ 18-19 สิงหาคม 2569
  • ราคาเครื่องปั่นไฟ Cummins และ Mitsubishi บน seapowergent.com สำรวจเมื่อ 19 สิงหาคม 2569
  • เอกสารสินค้าและกรณีศึกษาของผู้ผลิตชุดป้องกันเครื่องยนต์ในอังกฤษ นอร์เวย์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย
  • อัตราแลกเปลี่ยน 33.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทางวิศวกรรมและเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การจำแนกบริเวณอันตรายและการเลือกอุปกรณ์สำหรับพื้นที่อันตรายต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาต และต้องอ้างอิงตัวบทกฎหมายฉบับปัจจุบันเสมอ