กฎหมายต้องรู้ เมื่อติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในโรงงาน

การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด

การดำเนินงานภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการความต่อเนื่องในการผลิตสินค้า ไม่สามารถพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในโรงงานหรือสถานประกอบการ เพื่อป้องกันความเสียหายจากเหตุไฟฟ้าดับกะทันหัน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าและความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงาน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคนิคทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองอย่างเคร่งครัด เพื่อความถูกต้องและปลอดภัย

กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ก่อนติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ในโรงงาน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามระเบียบราชการดังต่อไปนี้

พระราชกฤษฎีกาพลังงานควบคุม พ.ศ. 2536 และกฎหมายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง พ.ศ. 2535

กำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป ต้องยื่นขออนุญาตผลิตพลังงานควบคุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ขึ้นอยู่กับขนาดของกำลังการผลิต) ผู้ขออนุญาตต้องจัดเตรียมเอกสาร เช่น สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล แบบฟอร์ม พค.1 แผนผังการติดตั้ง และเอกสารแสดงความปลอดภัยของระบบ เพื่อประกอบการพิจารณา

กฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัย พ.ศ. 2558

กำหนดให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกิน การติดตั้งในพื้นที่ที่ปลอดภัย ปราศจากประกายไฟ มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม รวมถึงมีการติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงตามมาตรฐานที่กำหนด

มาตรฐานสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)

กำหนดให้การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบและติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตามมาตรฐาน วสท. 112002-59 เช่น ห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต้องแยกจากระบบอื่น ๆ และต้องไม่เสี่ยงน้ำท่วม ต้องมีระบบระบายอากาศที่เพียงพอ มีการใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน

ข้อกำหนดสำคัญในการติดตั้งและใช้งาน

การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงาน จำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเทคนิคและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • พื้นที่ติดตั้งต้องกว้างขวางและเป็นสัดส่วน ไม่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อประกายไฟ ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือพื้นที่อับอากาศ และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย
  • มีระบบระบายอากาศที่ดี มีการติดตั้งท่อไอเสียและพัดลมระบายอากาศที่มีขนาดเพียงพอ โดยเฉพาะหากติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในอาคารปิด
  • ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟเกิน (Overcurrent Protection) เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือเบรกเกอร์ชนิด MCCB ที่ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดกระแสเกิน เพิ่มความปลอดภัยและป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร
  • ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสม โดยต้องเป็นชนิดที่ใช้ดับไฟฟ้าและน้ำมันในห้องเครื่อง อย่างเช่น ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  • ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอยู่เสมอ ควรกำหนดตารางตรวจสอบตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม และดำเนินการโดยผู้ที่มีใบอนุญาตหรือผ่านการอบรมความรู้ด้านระบบไฟฟ้า

วิศวกรต้องตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟหลังติดตั้งตามเวลาที่กำหนด

เอกสารในการขออนุญาต

การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้

  • สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล
  • บัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม
  • แบบฟอร์ม พค.1 (หนังสือแจ้งการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า)
  • หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นด้วยตนเอง)
  • แผนที่และแผนผังการติดตั้ง รวมถึงแบบการเดินสายไฟ
  • รายงานการประเมินความปลอดภัยจากวิศวกรไฟฟ้า
  • เอกสารเพิ่มเติมตามที่หน่วยงานราชการกำหนด

ขั้นตอนการขออนุญาต

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม มีขั้นตอนในการขออนุญาตดังต่อไปนี้

  • ยื่นแบบ พค.1 พร้อมเอกสารประกอบการพิจารณาขออนุญาต
  • ยื่นคำขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีกำลังตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป ให้ยื่นที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทน โดยจะต้องติดตั้งระบบผลิตพลังงานให้แล้วเสร็จไม่น้อยกว่า 90% และพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
  • รอการตรวจสอบและอนุมัติให้ผลิตพลังงานควบคุม โดยใบอนุญาตมีอายุ 4 ปี และต้องต่ออายุล่วงหน้าอย่างน้อย 120 วันก่อนหมดอายุ
  • ในกรณีที่เชื่อมต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับการไฟฟ้า ต้องยื่นขออนุญาตเชื่อมต่อระบบ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าย้อนกลับตามข้อกำหนดของหน่วยงานนั้น ๆ

เมื่อรู้จักกฎหมายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองแล้ว หากคุณกำลังมองหาบริการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในโรงงานหรือสถานประกอบการ สามารถติดต่อ S.E.A. Power Gent เรามีบริการติดตั้งเครื่องปั่นไฟที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย หลากหลายรุ่นให้เลือกตามความต้องการ หากว่าคุณไม่แน่ใจว่าต้องเลือกรุ่นไหน กำลังไฟเท่าไร สามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของเราได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 097-146-3594 หรืออีเมล puvakorn@seapowergent.com

ข้อมูลอ้างอิง

  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 จาก https://www.bsa.or.th/LAW1/HSE-ELEC-2558.html

กฎหมายที่ไล่มาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีเส้นทางยาวถึง 142 ปีตั้งแต่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องแรกเข้ามาในสยาม ใครอยากเข้าใจที่มา เจตนารมณ์ และภาพรวมกติกาทุกขนาดเครื่อง อ่านต่อได้ที่ เครื่องปั่นไฟต้องขออนุญาตมั้ย? เกณฑ์ 200 kVA พร้อมประวัติกฎหมาย 142 ปี

อ่านต่อ: โรงงานที่มีถังน้ำมันหรือถัง LPG อยู่ในพื้นที่ มักมีคำถามว่าต้องใช้เครื่องกันระเบิดหรือไม่ คำตอบอยู่ที่ขอบเขตของบริเวณอันตราย ดูได้ที่ โรงงานที่มีถังน้ำมันหรือถัง LPG ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ Zone 2 หรือไม่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงาน

ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเท่าไหร่ต้องขออนุญาต?

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) ขึ้นไป ต้องยื่นขออนุญาตผลิตพลังงานควบคุมตามพระราชกฤษฎีกาพลังงานควบคุม พ.ศ. 2536 โดยยื่นแบบ พค.1 ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทน

ขออนุญาตติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้เอกสารอะไรบ้าง?

สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล บัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม แบบฟอร์ม พค.1 หนังสือมอบอำนาจ แผนที่และแผนผังการติดตั้งพร้อมแบบเดินสายไฟ และรายงานการประเมินความปลอดภัยจากวิศวกรไฟฟ้า

ใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุมมีอายุกี่ปี?

ใบอนุญาตมีอายุ 4 ปี และต้องต่ออายุล่วงหน้าอย่างน้อย 120 วันก่อนหมดอายุ โดยการยื่นขอครั้งแรกต้องติดตั้งระบบให้แล้วเสร็จไม่น้อยกว่า 90% พร้อมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

ห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานอะไร?

ตามมาตรฐาน วสท. 112002-59 เช่น ห้องเครื่องต้องแยกจากระบบอื่น ไม่เสี่ยงน้ำท่วม มีระบบระบายอากาศเพียงพอ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน และมีถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งหรือ CO2 ในห้องเครื่อง