พิกัดกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และพิกัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามมาตรฐาน ISO 8528-1 (2018) มีอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ เพื่อให้คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม

พิกัดกำลังไฟฟ้า (Rated Power) คืออะไร ?
พิกัดกำลังไฟฟ้า หมายถึง กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่อุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความร้อนมากเกินไป หรือเสียหาย ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจใช้คำว่า Rated Power หรือ Power Rating ก็ได้
พิกัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคืออะไร ?
พิกัดกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อพ่วงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกิดความร้อนมากเกินไปหรือเสียหาย หรือลดอายุการใช้งานของเครื่อง
โดยหน่วยวัดของพิกัดกำลังไฟฟ้าจะใช้ กิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) ซึ่งเป็นหน่วยวัดกำลังไฟฟ้าปรากฏ (Apparent Power) อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาจพบการระบุเป็นกิโลวัตต์ (kW) ซึ่งเป็นหน่วยวัดกำลังไฟฟ้าจริง (Real Power) ได้เช่นกัน
การเลือกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
- ควรเลือกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีพิกัดกำลังมากกว่ากำลังไฟฟ้ารวมของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะต่อพ่วง โดยรวบรวมข้อมูลกำลังไฟฟ้าของทุกอุปกรณ์ที่จะใช้งานพร้อมกันเพื่อคำนวณกำลังไฟฟ้ารวม
- เผื่อโหลดปริมาณกระแสไฟฟ้าไว้ประมาณ 20-30% เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคตหากมีการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ เพิ่มการใช้งาน รวมถึงป้องกันไฟกระชาก และรักษาเสถียรภาพของระบบด้วย
- พิจารณาประเภทของพิกัดกำลังที่เหมาะสมกับการใช้งาน ตามมาตรฐาน ISO 8528-1 (2018)
พิกัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามมาตรฐาน ISO 8528-1 (2018)
การเลือกซื้อเครื่องปั่นไฟ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้มีพิกัดกำลังที่เหมาะกับการใช้งาน สามารถพิจารณาได้ตามมาตรฐาน ISO 8528-1 (2018) ซึ่งกำหนดพิกัดกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ไว้หลายประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง (Continuous Power Rating – COP) เป็นกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดชั่วโมงการทำงานต่อปี เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบพร้อมใช้
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบพร้อมใช้ (Prime Power Rating – PRP) เป็นกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายได้ในระยะเวลาที่ไม่จำกัด โดยมีโหลดไฟฟ้าที่แปรผันได้ แต่ค่าเฉลี่ยของกำลังไฟฟ้าที่ใช้ต้องไม่เกิน 70% ของพิกัดกำลังทั้งหมด และสามารถใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในรอบการใช้งาน 12 ชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้งานที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่แปรผัน
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบจำกัดเวลา
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบจำกัดเวลา (Limited Time Running Power – LTP) เป็นกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายกำลังไฟสูงสุด 100% ได้ในระยะเวลาจำกัด โดยทั่วไปไม่เกิน 500 ชั่วโมงต่อปี เหมาะสำหรับการใช้งานในช่วงที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงเป็นพิเศษ
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบไม่จำกัดเวลา
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบไม่จำกัดเวลา (Unlimited Time Running Power – UTP) เป็นกำลังไฟฟ้าที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายได้โดยไม่จำกัดเวลา แต่อาจมีข้อจำกัดคือจ่ายไฟได้ไม่เกิน 70% ของพิกัดกำลัง เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความต่อเนื่องแต่มีโหลดที่แปรผัน
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบดาต้าเซนเตอร์
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบดาต้าเซนเตอร์ (Data Center Continuous Power – DCP) เป็นพิกัดกำลังที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการใช้งานในศูนย์ข้อมูล คือใช้งานได้ต่อเนื่องและไม่จำกัดเวลา รวมถึงสามารถรองรับโหลดที่แปรผันและมีความน่าเชื่อถือสูงได้ด้วย
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบสำรองฉุกเฉิน
พิกัดกำลังไฟฟ้าแบบสำรองฉุกเฉิน (Emergency Standby Power – ESP) เป็นกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เมื่อไฟฟ้าดับ โดยมีข้อจำกัดในการใช้งานไม่เกิน 200 ชั่วโมงต่อปี

พิกัดกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำคัญอย่างไร ?
ช่วยให้เลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมกับความต้องการใช้งาน
พิกัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ช่วยให้สามารถเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมกับความต้องการใช้งาน ซึ่งส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการดำเนินงานได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนในเครื่องที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ซึ่งมีราคาแพงกว่า หรือต้องซื้อเครื่องใหม่เพราะเลือกเครื่องปั่นไฟที่มีขนาดเล็กเกินไป รวมถึงช่วยให้เลือกเครื่องปั่นไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในขนาดเหมาะสมทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์
การเลือกเครื่องปั่นไฟโดยคำนึงถึงพิกัดกำลังไฟฟ้า ช่วยป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์ที่อาจเกิดจากการใช้งานเกินพิกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อนสูงเกินไป หรือสึกหรอเร็วกว่าปกติได้ เพราะการใช้งานเครื่องปั่นไฟเกินพิกัดจะทำให้เกิดความร้อนสูงในขดลวดและชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ฉนวนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่งผลต่อความแม่นยำในการทำงานของอุปกรณ์ และอาจทำให้เครื่องปั่นไฟต้องทำงานหนักจนอายุการใช้งานของเครื่องปั่นไฟสั้นลง
ช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานอย่างปลอดภัย
การเลือกเครื่องปั่นไฟที่มีพิกัดกำลังไฟฟ้าเหมาะสม ช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างปลอดภัย เพราะระบบป้องกันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้งานภายในพิกัดกำลัง ดังนั้นจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อพ่วง รวมถึงลดความเสี่ยงการเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้ได้
พิกัดกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือเครื่องปั่นไฟ เป็นสิ่งสำคัญที่จะเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องปั่นไฟฟ้าภายในอุตสาหกรรม หากต้องเลือกซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน ปรึกษาได้ที่ S.E.A. Power Gent หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ของเรา โทร. 097-146-3594 หรืออีเมล puvakorn@seapowergent.com
ข้อมูลอ้างอิง
- Generator Safety. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 จาก https://www.myelectric.coop/safety/generator-safety/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพิกัดกำลังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
พิกัดกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคืออะไร?
คือกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เครื่องจ่ายให้อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ร้อนเกินหรือเสียหาย หน่วยที่ใช้คือ kVA (กำลังไฟฟ้าปรากฏ) และอาจระบุเป็น kW (กำลังไฟฟ้าจริง)
พิกัดกำลังตามมาตรฐาน ISO 8528-1 มีกี่ประเภท?
ในบทความนี้แบ่งไว้ 6 ประเภท คือ COP ต่อเนื่องไม่จำกัดชั่วโมง PRP พร้อมใช้โหลดแปรผัน LTP จำกัดเวลาไม่เกิน 500 ชั่วโมงต่อปี UTP ไม่จำกัดเวลา DCP สำหรับดาต้าเซนเตอร์ และ ESP สำรองฉุกเฉินไม่เกิน 200 ชั่วโมงต่อปี
ESP กับ PRP ต่างกันอย่างไร?
ESP เป็นพิกัดสำรองฉุกเฉินใช้เมื่อไฟดับ ใช้งานไม่เกิน 200 ชั่วโมงต่อปี ส่วน PRP ใช้เดินงานได้ไม่จำกัดเวลาโดยโหลดแปรผัน แต่ค่าเฉลี่ยต้องไม่เกิน 70% ของพิกัด และใช้กำลังสูงสุดได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงในรอบ 12 ชั่วโมง
ควรเผื่อพิกัดกำลังเท่าไหร่ตอนเลือกซื้อ?
ควรเผื่อประมาณ 20-30% จากกำลังไฟฟ้ารวมของอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ป้องกันไฟกระชาก และรักษาเสถียรภาพของระบบ