ลองหลับตานึกภาพเมืองเล็ก ๆ ชื่อ Columbus รัฐ Indiana สหรัฐอเมริกา เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ถนนยังเต็มไปด้วยรถม้า ไฟฟ้ายังเป็นของหรู และ “เครื่องยนต์ดีเซล” ยังเป็นเทคโนโลยีแปลกหน้าที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นของเล่นวิศวกร แต่ในโรงรถของเมืองนี้ มีช่างเครื่องคนหนึ่งที่เชื่อสุดหัวใจว่าเจ้าเครื่องยนต์เสียงทุ้ม ๆ ตัวนี้จะเปลี่ยนโลก เขาชื่อ Clessie Lyle Cummins และความเชื่อของเขาในวันนั้น กลายมาเป็นเครื่องยนต์ที่อยู่ในรถบรรทุก เรือเดินสมุทร รถไฟ และเครื่องปั่นไฟ Cummins ที่หมุนอยู่ในโรงงานและโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยทุกวันนี้ บทความนี้จะพาไปย้อนดูเส้นทางกว่า 100 ปีของ Cummins ตั้งแต่วันแรกจนเป็นตำนาน แล้วปิดท้ายด้วยคำตอบว่า ประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับการเลือกซื้อเครื่องปั่นไฟของคุณในวันนี้
จุดเริ่มต้นปี 1919 : ช่างเครื่องกับนายธนาคาร คู่หูที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
บริษัท Cummins Engine Company ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ปี 1919 (พ.ศ. 2462) ที่เมือง Columbus รัฐ Indiana สหรัฐอเมริกา โดยเป็นการจับมือกันของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว คนแรกคือ Clessie Cummins ช่างเครื่องมือทองที่เรียนหนังสือในระบบมาน้อย แต่มีพรสวรรค์ด้านเครื่องกลระดับอัจฉริยะ อีกคนคือ William Glanton Irwin นายธนาคารผู้มั่งคั่งของเมือง ซึ่ง Clessie ทำงานเป็นคนขับรถและช่างประจำตระกูลให้ ความไว้ใจที่สั่งสมกันมาหลายปีทำให้ Irwin ยอมควักเงินลงทุนตั้งบริษัทผลิตเครื่องยนต์ดีเซลให้กับช่างหนุ่มคนนี้
ที่น่าสนใจคือ Cummins เป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ของโลกที่มองเห็นศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่ง Rudolf Diesel วิศวกรชาวเยอรมันคิดค้นไว้ก่อนหน้านั้นราวสองทศวรรษ ในยุคที่ใคร ๆ ก็มองว่าดีเซลเป็นเครื่องยนต์อุตสาหกรรมหนัก เทอะทะ ใช้กับเรือหรือโรงงานเท่านั้น Clessie กลับเชื่อว่ามันย่อส่วนลงมาอยู่บนรถบรรทุก รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดเล็กได้ ซึ่งเวลาต่อมาก็พิสูจน์ว่าเขาคิดถูกทุกประการ
เกร็ดสนุกอีกข้อ ก่อนตั้งบริษัท Clessie เคยคลุกคลีกับโลกความเร็วมาก่อน ปี 1911 เขาได้ร่วมทีมช่างของ Ray Harroun นักแข่งที่คว้าแชมป์การแข่งขัน Indianapolis 500 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ในสนามแข่งครั้งนั้นกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เขากลับมาที่สนาม Indy อีกครั้งในอีกยี่สิบปีให้หลัง แต่คราวนี้มาในฐานะเจ้าของเครื่องยนต์ดีเซลของตัวเอง
พิสูจน์ให้โลกเห็นกลางสนาม Indy 500 : ดีเซลวิ่ง 500 ไมล์ไม่ต้องเข้าพิท
ช่วงแรกของบริษัทไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เครื่องยนต์ขายยาก คนไม่เชื่อถือดีเซล บริษัทขาดทุนต่อเนื่องนับสิบปี Clessie จึงเลือกวิธีการตลาดที่เสี่ยงแต่แสบสุด ๆ คือเอาเครื่องยนต์ดีเซลไปวิ่งโชว์ในรายการแข่งรถที่โหดที่สุดของอเมริกา
ปี 1931 รถแข่ง Cummins Diesel Special หมายเลข 8 ที่ขับโดย Dave Evans ลงแข่ง Indianapolis 500 แล้วสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการวิ่งครบ 500 ไมล์โดยไม่ต้องจอดเข้าพิทแม้แต่ครั้งเดียว เป็นรถคันแรกที่ทำได้ในรายการนี้ เข้าเส้นชัยอันดับ 13 ท่ามกลางความตะลึงของคนทั้งสนาม เพราะมันตอกย้ำจุดขายที่สำคัญที่สุดของดีเซลคือ ประหยัดเชื้อเพลิงและทนทานชนิดวิ่งยาวได้ไม่พัก ต่อมาปี 1934 รถดีเซลของ Cummins ยังกลับมาทำผลงานดีที่สุดของเครื่องดีเซลในรายการนี้ด้วยการจบอันดับ 12
ไฮไลต์สุดท้ายเกิดขึ้นปี 1952 เมื่อ Freddie Agabashian นำรถ Cummins Diesel Special หมายเลข 28 ทำเวลาต่อรอบสูงสุดถึง 139.104 ไมล์ต่อชั่วโมง คว้าตำแหน่งโพลโพซิชัน หรือออกตัวอันดับหนึ่งของสนามได้สำเร็จ กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ แม้ตัวรถจะต้องออกจากการแข่งขันกลางคันเพราะเศษยางในสนามเข้าไปอุดท่อไอดีของเทอร์โบ แต่โลกก็จดจำไปแล้วว่าดีเซลไม่ใช่เครื่องยนต์อืดอาดอีกต่อไป และหลังจากปีนั้นกติกาก็ถูกปรับจนรถดีเซลของ Cummins กลายเป็นรถแข่งดีเซลคันสุดท้ายในประวัติศาสตร์ Indy 500
เครื่องยนต์รุ่น H ปี 1933 : รุ่นที่พลิกชะตาบริษัท
ระหว่างที่สร้างชื่อในสนามแข่ง Cummins ก็ปล่อยหมัดเด็ดในเชิงพาณิชย์ ปี 1933 บริษัทเปิดตัวเครื่องยนต์รุ่น H เครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงที่ออกแบบมาเพื่องานขนส่งโดยเฉพาะ และกลายเป็นตระกูลเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของบริษัท โดยมีผู้ผลิตรถบรรทุกอย่าง Kenworth เป็นลูกค้ารายแรก ๆ ที่นำเครื่องตระกูล H ไปติดตั้งในรถบรรทุกของตน ความสำเร็จของรุ่น H วางรากฐานให้ตระกูลเครื่องยนต์ N ที่ถูกนำไปใช้กับรถบรรทุกงานหนักจำนวนมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
อีกหนึ่งหมากสำคัญในยุคนั้นคือเรื่องคุณภาพ Cummins เป็นเจ้าแรกในอุตสาหกรรมที่กล้าเสนอการรับประกันถึง 100,000 ไมล์ ในยุคที่เครื่องยนต์ส่วนใหญ่พังก่อนถึงระยะนั้นด้วยซ้ำ การรับประกันแบบช็อกวงการนี้สร้างความเชื่อมั่นมหาศาล และปลูกฝังดีเอ็นเอเรื่อง “ความทนทานที่กล้ารับประกัน” ให้กับแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้ ผลลัพธ์คือปี 1937 ภายใต้การนำของ J. Irwin Miller ทายาทตระกูล Irwin บริษัทก็ทำกำไรได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้ง หลังจากอดทนขาดทุนมาเกือบยี่สิบปี ถ้าเป็นสตาร์ทอัพยุคนี้ก็ต้องบอกว่านักลงทุนใจเย็นระดับพระกาฬ
หลังสงครามโลก : ครองตลาดรถบรรทุกและก้าวสู่เวทีโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจอเมริกาบูม ระบบทางหลวงขยายทั่วประเทศ รถบรรทุกกลายเป็นกระดูกสันหลังของการขนส่ง และหัวใจของรถบรรทุกเหล่านั้นจำนวนมากคือเครื่องยนต์ Cummins ข้อมูลประวัติบริษัทระบุว่าช่วงปี 1952 ถึง 1959 รถบรรทุกงานหนักใน สหรัฐฯ มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดใช้เครื่องยนต์ Cummins เรียกว่าถ้ายกนิ้วโป้งโบกรถบรรทุกสมัยนั้น โอกาสเกินครึ่งที่คุณจะได้นั่งไปกับเสียงเครื่อง Cummins
เมื่อในบ้านแน่นแล้ว Cummins ก็ออกไปโตนอกบ้าน ไล่เรียงหมุดหมายสำคัญได้ดังนี้
- ปี 1956 เปิดโรงงานผลิตแห่งแรกนอกสหรัฐฯ ที่เมือง Shotts ประเทศสกอตแลนด์ นับเป็นก้าวแรกของการเป็นบริษัทระดับโลก
- ปี 1962 บุกตลาดเอเชียด้วยการร่วมทุนกับกลุ่ม Kirloskar ก่อตั้งกิจการในประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันอินเดียกลายเป็นฐานการผลิตและศูนย์วิศวกรรมขนาดใหญ่ของ Cummins โดยศูนย์เทคนิคที่เมือง Pune มีวิศวกรหลายพันคน
- ทศวรรษ 1960 ขยายเครือข่ายไปเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก และเปิดโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่เมือง Darlington ประเทศอังกฤษ ซึ่งยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญของยุโรปจนถึงปัจจุบัน
- ปี 1972 เปิดโรงงาน Daventry ในอังกฤษ สำหรับผลิตเครื่องยนต์ตระกูล K และเครื่องยนต์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- ปี 1973 เข้าซื้อกิจการ Holset ผู้ผลิตเทอร์โบชาร์จเจอร์ชื่อดังจากอังกฤษ ปัจจุบันคือ Cummins Turbo Technologies ทำให้ Cummins คุมเทคโนโลยีอัดอากาศของตัวเองแบบครบวงจร
กำเนิดสายธุรกิจเครื่องปั่นไฟ : ดีลที่เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรง
สำหรับคนที่กำลังมองหาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ Cummins คือระหว่างปี 1986 ถึง 1992 เมื่อบริษัททยอยเข้าซื้อกิจการ Onan ผู้ผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชั้นนำของอเมริกาจนครบถ้วน แล้วต่อยอดพัฒนาเป็นสายธุรกิจ Cummins Power Generation ที่ผสานความเชี่ยวชาญสองด้านเข้าด้วยกัน คือเครื่องยนต์ดีเซลที่ทนทานที่สุดในโลกจากฝั่ง Cummins กับเทคโนโลยีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบควบคุมจากฝั่ง Onan นี่คือรากฐานของเครื่องปั่นไฟ Cummins ทุกเครื่องที่ขายอยู่ในตลาดทุกวันนี้
ในทศวรรษ 1980 บริษัทยังเริ่มนำระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในเครื่องยนต์ และเปิดตัวเครื่องยนต์ 5.9 ลิตรอันโด่งดังในปี 1984 ซึ่งต่อมากลายเป็นตำนานในรถกระบะและเครื่องจักรทั่วโลก แนวทางนี้พัฒนาต่อเนื่องมาเป็นเครื่องยนต์ตระกูล QS ระบบคอมมอนเรลควบคุมด้วยกล่อง ECU ที่ประหยัดน้ำมันและปล่อยมลพิษต่ำในปัจจุบัน
Cummins วันนี้ : ตัวเลขที่บอกว่า “ตำนาน” ไม่ได้พูดเกินจริง
จากโรงงานเล็ก ๆ ที่ขาดทุนเกือบยี่สิบปี วันนี้ Cummins Inc. คือหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องยนต์ดีเซลอิสระรายใหญ่ที่สุดของโลก รายได้รวมปี 2024 สูงถึงราว 34,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่าล้านล้านบาท มีเครือข่ายการขายและบริการครอบคลุมราว 190 กว่าประเทศและดินแดนทั่วโลก ผ่านผู้จัดจำหน่ายและศูนย์บริการหลายร้อยแห่ง เราพบผลิตภัณฑ์ Cummins ได้ในแทบทุกวงการ ตั้งแต่รถบรรทุก รถโดยสาร เรือ รถไฟ เครื่องจักรกลหนัก ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และได้รับความนิยมสูงมากในประเทศกำลังพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่ง Cummins เข้าไปตั้งฐานการผลิตร่วมทุนในประเทศเหล่านั้นโดยตรง ใครอยากรู้เรื่องฐานการผลิตแต่ละประเทศแบบเจาะลึก อ่านต่อได้ในบทความเครื่องปั่นไฟ Cummins USA vs China ที่เราเขียนแยกไว้โดยเฉพาะ
สรุปเส้นทางร้อยกว่าปีแบบเห็นภาพในตารางเดียว
| ปี ค.ศ. | เหตุการณ์สำคัญ |
| 1919 | Clessie Cummins และ W.G. Irwin ก่อตั้ง Cummins Engine Company ที่เมือง Columbus รัฐ Indiana |
| 1931 | รถดีเซล Cummins วิ่งครบ 500 ไมล์ที่ Indy 500 โดยไม่เข้าพิทเป็นคันแรกในประวัติศาสตร์ |
| 1933 | เปิดตัวเครื่องยนต์รุ่น H จุดเริ่มต้นตระกูลเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของบริษัท |
| 1937 | ทำกำไรครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้ง ภายใต้การนำของ J. Irwin Miller |
| 1952 | คว้าโพลโพซิชัน Indy 500 ด้วยรถดีเซล และเริ่มยุคครองตลาดเครื่องยนต์รถบรรทุกอเมริกาเกินครึ่ง |
| 1956 | เปิดโรงงานแห่งแรกนอกสหรัฐฯ ที่สกอตแลนด์ |
| 1962 | ร่วมทุนก่อตั้งกิจการในอินเดียกับกลุ่ม Kirloskar |
| 1973 | ซื้อกิจการ Holset ผู้ผลิตเทอร์โบชาร์จเจอร์จากอังกฤษ |
| 1986–1992 | ทยอยซื้อกิจการ Onan จนก่อเกิดสายธุรกิจ Cummins Power Generation |
| 2024 | รายได้รวมราว 34,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผู้นำเครื่องยนต์ดีเซลระดับโลก |
ตระกูลเครื่องยนต์ Cummins สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
มรดกทางวิศวกรรมร้อยปีถูกส่งต่อมาถึงงานผลิตไฟฟ้าโดยตรง สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า Cummins มีตระกูลเครื่องยนต์ให้เลือกตามระดับกำลัง เช่น ซีรีส์ B, C, L, N, K ไปจนถึง QSK สำหรับงานกำลังสูงระดับเมกะวัตต์ จุดเด่นที่สืบทอดกันมาคือความทนทาน อะไหล่หาง่าย และมีเครือข่ายบริการครอบคลุมทั่วโลก จึงเป็นเครื่องยนต์ยอดนิยมอันดับต้น ๆ สำหรับเครื่องปั่นไฟทั้งแบบสำรองไฟ (Standby) และแบบใช้งานต่อเนื่อง (Prime) โดยไลน์เครื่องปั่นไฟ Cummins ของ เอส.อี.เอ. พาวเวอร์ เจ็นท์ มีให้เลือกตั้งแต่ราว 30 ถึง 2,500 kVA ครอบคลุมตั้งแต่อาคารพาณิชย์ โรงงาน ฟาร์ม ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ และเหตุผลที่ผู้ใช้งานทั่วโลกยังคงไว้วางใจแบรนด์นี้ เราเคยสรุปไว้ในบทความทำไมผู้คนถึงเชื่อมั่นในเครื่องปั่นไฟ Cummins
ร่องรอยเครื่องยนต์ Cummins ในประเทศไทย
แล้วเครื่องยนต์ Cummins เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ จากการสืบค้นเบื้องต้นพบว่าหนึ่งในร่องรอยยุคแรก ๆ น่าจะติดมากับหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า จีอี (GE) รุ่น GEK หมายเลข 4001–4050 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Cummins รุ่น KTA-38L กำลัง 660 แรงม้า จำนวนสองเครื่องต่อหัวรถจักร ตัวรถมีน้ำหนักเปล่า 70.178 ตัน น้ำหนักพร้อมใช้งาน 75 ตัน น้ำหนักกดเพลา 12.5 ตัน ทำความเร็วสูงสุดได้ 103 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดวางล้อแบบ Co-Co ผลิตโดยบริษัท เจเนอรัล อิเล็คทริค สหรัฐอเมริกา นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2507 (หมายเลข 4001–4040) และ พ.ศ. 2509 (หมายเลข 4041–4050) หัวรถจักรรุ่นนี้หลายคันยังวิ่งรับใช้คนไทยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เป็นพยานชั้นดีของความทนทานระดับหกสิบปีที่ไม่ต้องโฆษณา

ประวัติศาสตร์ร้อยปีเกี่ยวอะไรกับการซื้อเครื่องปั่นไฟวันนี้
อ่านมาถึงตรงนี้บางคนอาจถามว่า เรื่องเก่าเมื่อร้อยปีก่อนสำคัญยังไงกับการตัดสินใจซื้อเครื่องปั่นไฟสักเครื่อง คำตอบคือสำคัญมาก เพราะเครื่องปั่นไฟไม่ใช่สินค้าที่ซื้อแล้วจบ แต่เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่กับคุณไปอีก 10–20 ปี สิ่งที่ประวัติศาสตร์ของแบรนด์บอกเราได้มีอย่างน้อยสามข้อ
- ความต่อเนื่องของอะไหล่และบริการ บริษัทที่อยู่มาเกินร้อยปีและมีเครือข่ายเกือบสองร้อยประเทศ ย่อมการันตีได้ว่าอีกสิบปีข้างหน้าคุณจะยังหาอะไหล่และช่างที่รู้จักเครื่องของคุณได้แน่นอน ต่างจากแบรนด์โนเนมที่อาจหายไปจากตลาดก่อนเครื่องคุณครบรอบเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรอบที่สาม
- วิศวกรรมที่ผ่านการพิสูจน์ เครื่องยนต์ตระกูล B, C, L, N, K ที่อยู่ในเครื่องปั่นไฟปัจจุบัน คือผลของการเคี่ยวกรำต่อเนื่องจากยุครุ่น H ปี 1933 ผ่านสนามจริงมาแล้วทั้งสงคราม ทะเลทราย เหมืองแร่ และไซต์ก่อสร้างทั่วโลก
- ดีเอ็นเอเรื่องการรับประกัน จากบริษัทแรกที่กล้ารับประกัน 100,000 ไมล์ในยุคที่ไม่มีใครกล้า มาถึงวันนี้เครื่องปั่นไฟ Cummins ใหม่ทุกเครื่องของ เอส.อี.เอ. พาวเวอร์ เจ็นท์ ก็มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี และผ่านการทดสอบ Load Test เต็มพิกัด 100% ก่อนส่งมอบทุกเครื่อง ตามสปิริตเดียวกับผู้ก่อตั้ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Cummins ก่อตั้งเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้ก่อตั้ง
Cummins Engine Company ก่อตั้งเมื่อปี 1919 (พ.ศ. 2462) ที่เมือง Columbus รัฐ Indiana สหรัฐอเมริกา โดย Clessie Cummins ช่างเครื่องผู้มีพรสวรรค์ ร่วมกับ William Glanton Irwin นายธนาคารผู้ลงทุน ปัจจุบันใช้ชื่อ Cummins Inc. และยังมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเดิม
ทำไม Cummins ถึงมีชื่อเสียงเรื่องความทนทาน
ชื่อเสียงนี้สร้างจากผลงานจริง เช่น การวิ่งครบ 500 ไมล์ที่ Indy 500 ปี 1931 โดยไม่เข้าพิท การเป็นเจ้าแรกที่รับประกันเครื่องยนต์ถึง 100,000 ไมล์ และการครองตลาดเครื่องยนต์รถบรรทุกงานหนักในอเมริกาเกินครึ่งช่วงทศวรรษ 1950 เครื่องยนต์หลายรุ่นยังใช้งานต่อเนื่องมาหลายสิบปี เช่น หัวรถจักร GEK ของการรถไฟไทยที่ใช้เครื่อง Cummins ตั้งแต่ พ.ศ. 2507
เครื่องปั่นไฟ Cummins เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่
Cummins ทำเครื่องยนต์สำหรับงานกำเนิดไฟฟ้ามานานหลายทศวรรษ แต่สายธุรกิจเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเต็มรูปแบบเกิดขึ้นชัดเจนเมื่อบริษัทเข้าซื้อกิจการ Onan ผู้ผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชั้นนำ ระหว่างปี 1986–1992 แล้วพัฒนาเป็น Cummins Power Generation ซึ่งเป็นรากฐานของเครื่องปั่นไฟ Cummins ในปัจจุบัน
เครื่องยนต์ Cummins สำหรับเครื่องปั่นไฟมีตระกูลอะไรบ้าง
มีให้เลือกตามระดับกำลัง เช่น ซีรีส์ B และ C สำหรับเครื่องขนาดเล็กถึงกลาง ซีรีส์ L และ N สำหรับขนาดกลางถึงใหญ่ และซีรีส์ K จนถึง QSK สำหรับงานกำลังสูงระดับเมกะวัตต์ ครอบคลุมเครื่องปั่นไฟตั้งแต่ราว 30 ถึง 2,500 kVA
ซื้อเครื่องปั่นไฟ Cummins ในไทยได้ที่ไหน มีรับประกันไหม
บริษัท เอส.อี.เอ. พาวเวอร์ เจ็นท์ จำกัด จำหน่ายเครื่องปั่นไฟ Cummins ใหม่ขนาด 30–2,500 kVA พร้อมรับประกัน 2 ปี ทดสอบ Load Test 100% ก่อนส่งมอบทุกเครื่อง มีทีมติดตั้งและบริการหลังการขายทั่วประเทศ สอบถามได้ที่โทร 097-146-3594
ร้อยกว่าปีที่แล้ว ช่างเครื่องคนหนึ่งเชื่อในเครื่องยนต์ที่ไม่มีใครเชื่อ วันนี้ความเชื่อนั้นหมุนเครื่องจักรอยู่ทั่วโลก หากคุณกำลังมองหาเครื่องปั่นไฟที่มีตำนานหนุนหลัง ทีมงาน บริษัท เอส.อี.เอ. พาวเวอร์ เจ็นท์ จำกัด ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ตั้งแต่การเลือกขนาดไปจนถึงติดตั้งและดูแลหลังการขายด้วยบริการ S.E.A. Care โทร 097-146-3594 หรือ 080-056-0777 และชมเครื่องปั่นไฟ Cummins ทุกรุ่นได้ที่หมวดเครื่องปั่นไฟ Cummins ของเรา
อ่านต่อ — บทที่ Cummins เขียนในเอเชีย: เรื่องราวของ Cummins ไม่ได้จบที่เมืองโคลัมบัส รัฐอินเดียนา ปี 1981 บริษัทลงนามสัญญาลิขสิทธิ์ฉบับแรกในประเทศจีน จนกลายเป็น Chongqing Cummins (CCEC) โรงงานเครื่องยนต์กำลังสูงแห่งเดียวของ Cummins ในจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ NTA855 KTA19 KTA38 และ KTA50 ที่อยู่ในเครื่องปั่นไฟขนาด 313–2,000 kVA ทุกวันนี้